หน้าหลัก ถามตอบปัญหาธรรม

L
i
n
k
  คำถามข้อ 1-10
  คำถามข้อ 11-20
  คำถามข้อ 21-30
  คำถามข้อ 31-40
คำถามข้อ 41-50
คำถามข้อ 51-60
คำถามข้อ 61-73
คำถามทั้งหมด


1. รักษาศีล ๘ เป็นการปฏิบัติธรรมหรือไม่

นักปฏิบัติ :
ดิฉันได้ยินเขากล่าวว่าการรักษาศีล ๘ ก็เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่ทำไมอาจารย์จึงกล่าวว่า การรักษาศีลไม่ใช่การปฏิบัติธรรมล่ะคะ
อ.ชวยง : ในเรื่องของธรรมะนั้น แต่ละคนก็มีความคิดเห็นแตกต่างกัน ถูกบ้าง ผิดบ้าง ที่ผมกล่าวว่าการรักษาศีลไม่ใช่การปฏิบัติธรรมก็เพราะ ผมถือว่าการปฏิบัติธรรมเป็นการปฏิบัติเพื่อประหารกิเลส เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน แต่การรักษาศีลไม่สามารถทำให้บุคคลบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ผมจึงไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรม การรักษาศีลเป็นเพียงการสำรวมกาย วาจาให้สงบเท่านั้น ส่วนการปฏิบัติธรรมเป็นการบำเพ็ญเพียรทางจิต เป็นการละกิเลส เป็นเรื่องทางใจ
       ผมเคยสนทนากับพระภิกษุหลายรูป ถามว่าท่านปฏิบัติธรรมอยู่หรือไม่ ท่านก็ยอมรับว่าไม่ได้ปฏิบัติธรรม พระท่านรักษาศีล ๒๒๗ ข้อ ท่านยังยอมรับว่าตนเองไม่ได้ปฏิบัติธรรม คนที่รักษาศีลเพียง ๘ ข้อ จะกล่าวว่าตนเองปฏิบัติธรรมได้อย่างไรกัน


กลับด้านบน

2. ติดในสุข จะละอย่างไร

นักปฏิบัติ :
ที่อาจารย์บอกว่า ถ้าเราติดในความสุขอันเกิดจากสมาธิ จะทำให้การปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้า ให้เราละความยินดีในสุขเหล่านั้นเสีย ฟังดูก็ไม่ยาก แต่พอถึงเวลาที่สมาธิดี มี ปีติ สุข เกิดขึ้น ดิฉันก็ยินดีในอารมณ์ เหล่านั้นทุกครั้งไป จะให้ทำใจเฉยๆ ดิฉันทำไม่ได้ จะแก้ไขอย่างไรดีคะ
อ.ชวยง : อันที่จริงความสุขในสมาธิเป็นของดี เป็นบุญ แต่การติดในความสุขเหล่านั้นเป็นโลภะ เป็นบาป เหตุที่ติดในความสุขก็เพราะเราไม่เห็นโทษของการติดในความสุข เราจะเลิกติดต่อก็ต่อเมื่อเรามีปัญญาเห็นความจริงว่า การติดนั้นมีโทษ
       วิธีทำให้มีปัญญารู้ความจริงก็คือ ให้เราทำสมาธิจนมีปีติ สุข เกิดขึ้นบ่อย ๆ เมื่อมีความสุขเหล่านี้เกิดขึ้นแต่ละครั้ง ก็ให้พิจารณาดูความไม่เที่ยงของจิตว่า "ตอนนี้จิตเป็นสุข สุขนี้อยู่ได้ไม่นาน เดี๋ยวก็ต้องเสื่อมไป อย่ายินดีในสุขนี้เลย" เมื่อสมาธิเสื่อม ความสุขหมดไป ก็พิจารณาว่า "ความสุขหมดไปแล้ว ความสุขนี้ไม่เที่ยงเลย ไม่น่ายินดีเลย" แล้วเราก็พยายามทำสมาธิให้มีความสุขอีก เมื่อมีความสุขเราก็พิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยงของจิตอีก
       เมื่อพิจารณาเช่นนี้บ่อยๆ เราก็จะติดในสุขน้อยลง เราจะมีปัญญารู้ความจริงเองว่า ถ้าเรายินดีในความสุขอันเกิดจากสมาธิ เราก็จะมีความสุขในขณะที่สมาธิดีเท่านั้น พอสมาธิเสื่อมความทุกข์ใจก็จะเกิดขึ้นอีก แต่ถ้าเราไม่ยินดีในความสุขนั้น ดูความสุขนั้นเฉยๆ เราก็จะมีความสุขในขณะที่สมาธิดี และถ้าสมาธิเสื่อม ความสุขหายไป ใจเราก็ไม่ทุกข์ เพราะเราไม่ติดในสุขนั้น
นักปฏิบัติ : การที่เรามีความสุขซึ่งเกิดจากสมาธิ แล้วเราไม่ยินดีในสุขนั้น ได้แต่ดูความสุขนั้นเฉยๆ อย่างนี้เราจะมีความสุขหรือคะ
อ.ชยวง : ปีติ สุข เป็นสุขเวทนาทางใจ ซึ่งเกิดจากสมาธิ ขณะที่มีปีติ สุข เกิดขึ้น ไม่ว่าเราจะยินดี หรือไม่ยินดี ปิติ สุข ก็ยังปรากฏอยู่ เหมือนกับเรานั่งอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ ไม่ว่าเราจะยินดีหรือไม่ยินดีในความเย็นก็ตาม ความเย็นซึ่งเป็นสุขเวทนาก็ยังคงปรากฏอยู่.

กลับด้านบน

3. ปฏิบัติธรรม ศีลต้องบริสุทธิ์หรือไม่

นักปฏิบัติ :
มีหลายคนบอกว่า การที่จะปฏิบัติธรรมได้ศีลต้องบริสุทธิ์จริงหรือเปล่าครับ
อ. ชวยง : การรักษาศีลมีผลต่อการปฏิบัติธรรม คือช่วยให้การปฏิบัติธรรมได้ผลเร็วขึ้น เพราะถ้าเรามีศีลเช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่พูดโกหก ใจของเราก็เป็นกุศลสามารถทำสติสัมปชัญญะให้เกิดขึ้นได้ง่าย แต่ไม่ได้หมายความว่าศีลของเราต้องบริสุทธิ์ก่อน จึงจะปฏิบัติธรรมได้ ถ้ารอให้ศีลบริสุทธิ์คงไม่ได้เริ่มลงมือปฏิบัติธรรมสักที
นักปฏิบัติ : ตัวผมเองกินเหล้า แต่ใจอยากจะปฏิบัติธรรม ไม่ทราบว่าจะปฏิบัติได้หรือไม่
อ. ชวยง : ได้ครับ เพราะเราไม่ได้กินเหล้าทั้งวัน ตอนที่เราปฏิบัติธรรมเราก็ไม่ได้กินเหล้า เพราะฉะนั้นสติสัมปชัญญะก็สามารถเกิดขึ้นได้ แต่จะเกิดได้ยากกว่าคนที่ไม่กินเหล้า ถ้าเราปฏิบัติธรรมได้ผล ศีลของเราก็จะบริสุทธิ์ขึ้นตามลำดับ อีกหน่อยเราก็เลิกเหล้าได้เองโดยอัตโนมัติ
ใครๆ เขากล่าวกันว่า ต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ก่อนแล้วจึงปฏิบัติธรรมได้ ส่วนตัวผมเองเห็นว่า เราต้องปฏิบัติธรรมก่อน ศีลจึงจะบริสุทธิ์


กลับด้านบน

4. "ธรรมะ" หมายถึงอะไร

นักปฏิบัติ :
คำว่า ธรรม หรือ ธรรมะ หมายถึงอะไรครับ
อ.ชวยง : คำว่าธรรมหรือธรรมะ มีหลายความหมายแล้วแต่ว่าจะพูดกันในความหมายใด แต่โดยทั่วไปหมายถึง ธรรมชาติ หรือบางคนก็แปลว่า ธรรมดา ซึ่งก็หมายถึง สิ่งที่อยู่ เป็นอยู่ นั่นเอง
เวลาที่เราจะตีความ ต้องดูทั้งประโยค หรือทั้งข้อความ จะดูเป็นคำๆ ไม่ได้ เช่น
ถ้ากล่าวว่า "พระรัตนตรัยประกอบด้วยพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์" คำว่า พระธรรม ในที่นี้หมายถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ถ้ากล่าวว่า "ธรรมะ ย่อมชนะ อธรรม" คำว่า ธรรมะ ในที่นี้หมายถึงกุศลธรรม คือธรรมชาติฝ่ายบุญหรือฝ่ายดี ส่วนคำว่า อธรรม หมายถึงอกุศลธรรม คือธรรมชาติฝ่ายบาปหรือฝ่ายชั่ว
ถ้ากล่าวว่า "ธรรมทั้งหลายล้วนเป็นอนัตตา" คำว่า ธรรม ในที่นี้หมายถึง ธรรมชาติ
ถ้ากล่าวว่า " ผู้ที่เห็นการเกิดดับของรูป-นาม ได้ชื่อว่า เห็นธรรม" คำว่า เห็นธรรม
ในที่นี้หมายถึงการมีสัมปชัญญะ คือรู้สภาวะธรรมตามความเป็นจริงหรือเรียกว่ามี วิปัสสนาญาณ เกิดขึ้น
ถ้ากล่าวว่า " ชาวพุทธทุกคนควรปฏิบัติธรรม
" คำว่า ปฏิบัติธรรม ในที่นี้หมายถึงการปฏิบัติเพื่อให้เห็นธรรม
ถ้ากล่าวว่า " บุคคลได้ดวงตาเห็นธรรม
" คำว่า ได้ดวงตาเห็นธรรม ในที่นี้หมายถึง การบรรลุมรรคผลเป็นพระอริยบุคคล เช่น เห็นพระโสดาบัน
จะเห็นว่าคำว่า ธรรม นี้มีหลายความหมาย เราต้องดูทั้งประโยคจึงจะตีความได้ถูกต้อง


กลับด้านบน

5. วิปัสสนาใช้ขณิกสมาธิจริงหรือ

นักปฏิบัติ :
ผมเคยได้ยินมาว่าขณะนั่งสมาธิอยู่ในขั้นอัปนาสมาธิ (สมาธิแรง) จะทำวิปัสสนาไม่ได้ ต้องถอยออกมาอยู่ในขั้นขณิกสมาธิ (สมาธิอ่อน )จึงจะทำได้ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ครับ
อ.ชวยง : ไม่จริงหรอกครับการทำวิปัสสนาถ้าจะให้ได้ผลดี สมาธิจะต้องอยู่ในระดับสูง ยิ่งสูง ยิ่งดี มีนักปฏิบัติธรรมไม่น้อยที่ใช้วิธีทำสมาธิอยู่ในขั้นสูง แล้วทำวิปัสสนาจนถึงขั้นบรรลุมรรคผลในขณะที่นั่งสมาธิอยู่นั้น พระพุทธองค์ก็ทรงบรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในขณะที่ทรงทำสมาธิอยู่ในขั้นสูง
       ที่กล่าวกันว่าต้องถอยออกมาอยู่ในขั้นขณิกสมาธินั้นคงเพื่อที่จะพิจารณาธรรมมากกว่า เพราะการพิจารณาธรรมต้องอาศัยการนึกคิดพิจารณา จะทำในขณะสมาธิแก่กล้าไม่ได้ คนส่วนใหญ่คิดว่าการพิจารณาธรรมเป็นวิปัสสนา ส่วนผมเองเห็นว่า การพิจารณาธรรมเป็นเพียงสมถะกรรมฐาน ไม่ใช่วิปัสสนากรรมฐาน
นักปฏิบัติ : ถ้าอย่างนั้นวิปัสสนาก็ต้องใช้สมาธิขั้นสูงนะซีครับ
อ.ชวยง : อันที่จริงวิปัสสนาก็เป็นสมาธิชนิดหนึ่ง เพียงแต่ว่าเป็นสมาธิชนิดที่มีสติตั้งมั่นอยู่กับ ปรมัตถ์ ต่างกับสมาธิทั่วไปที่มีสติตั้งมั่นอยู่กับสมมุติ สมาธิมีหลายระดับ วิปัสสนาก็มีหลายระดับเช่นกัน ถ้าวิปัสสนากำลังอ่อน การเห็นสภาวะธรรมตามความเป็นจริงก็ไม่ชัดเจน ถ้าวิปัสสนามีกำลังมาก การเห็นธรรมก็ชัดเจนการปฏิบัติวิปัสสนายิ่งอยู่ในระดับสูง สมาธิก็ยิ่งแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่บรรลุมรรคผล สมาธิจะแก่กล้ามากทีเดียว


กลับด้านบน

6. แผ่เมตตาเป็นวิปัสสนาหรือไม่

นักปฏิบัติ :
การแผ่เมตตาเป็นวิปัสสนาหรือเปล่าครับ เพราะผมได้ยินมาว่า บางคนเขาฝึกเจริญเมตตาอยู่เสมอ ๆ แล้วเขามีความสุขมาก กิเลสเข้ายาก เวลาโกรธ พอเขาแผ่เมตตาความโกรธก็หายไปได้
อ.ชวยง : การแผ่เมตตาเป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง ไม่ใช่วิปัสสนา สมาธิสามารถดับกิเลสได้ วิปัสสนาก็ดับกิเลสได้ แต่สมาธิทำแล้วไม่เกิดปัญญา ส่วนวิปัสสนาทำแล้วเกิดปัญญา แผ่เมตตาแล้วมีปัญญารู้ความจริงอะไรบ้าง
       ผมเองก็เคยฝึกแผ่เมตตา คือผมจะตั้งใจเอาไว้ว่าเราจะเป็นมิตรกับสรรพสัตว์ทั้งหลาย ปรารถนาให้เขามีความสุข อภัยให้เขาเมื่อทำผิด ผมทำอย่างนี้ทั้งวัน อยู่ที่ไหนก็ทำ ไปที่ไหนก็ทำ เห็นหน้าใครก็เมตตาให้เขาในใจ เมื่อฝึกบ่อยๆ จิตก็ตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีความสุข โกรธยาก รู้สึกว่าตนเองห่างไกลจากกิเลส พอมีความโกรธเกิดขึ้น แผ่เมตตาปุ๊ป ความโกรธก็หายไปปั๊บเลยทีเดียว ผมทำอยู่อย่างนั้นนานหลายเดือนเพราะคิดว่าจะทำให้บรรลุผล แต่ปรากฏว่าก็ได้อยู่แค่นั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ภายหลังได้วิเคราะห์ดูจึงรู้ว่าหลงทาง
       การแผ่เมตตานี้ แม้จะไม่ใช่วิปัสสนา แต่ก็เป็นของดี มีประโยชน์ ช่วยให้จิตสงบ ในการปฏิบัติธรรมบางครั้งผมรู้สึกเครียด มีความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ มองเห็นใครก็รำคาญไปหมด ทำวิปัสสนาได้หน่อยก็หงุดหงิด ทำต่ออีกหน่อยก็หงุดหงิดอีก ไม่สามารถทำวิปัสสนาให้ต่อเนื่องได้ ผมก็แก้ไขโดยหยุดทำวิปัสสนาก่อน หันมาทำสมาธิโดยการแผ่เมตตาแทน เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิดีแล้ว ผมก็กลับมาทำวิปัสสนาต่อ จะทำให้ผมสามารถทำวิปัสสนาต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ได้นานขึ้น

กลับด้านบน

7. วิธีแก้ง่วง

นักปฏิบัติ :
เวลานั่งสมาธิรู้สึกง่วงนอนจะแก้ไขอย่างไร
อ.ชวยง : วิธีแก้ง่วงทำได้หลายวิธี วิธีแรกที่ควรจะทำก็คือ เพิ่มความตั้งใจให้มากกว่าเดิม เพราะการเพิ่มความตั้งใจจะทำให้สติมีกำลังมากขึ้น เช่น ถ้าเราสติอยู่กับลมหายใจ พอทำไปนานๆ รู้สึกง่วง ก็ให้เราพยายามรับรู้ในลมหายใจให้มากๆ สนใจ ลมหายใจให้มากกว่าเดิมถ้าทำได้ผล สติก็จะมีกำลังมากขึ้น ความง่วงก็จะหายไปได้
       แต่ถ้ายังง่วงอยู่ ก็อาจจะใช้วิธีหายใจลึกๆ คือสูดลมหายใจเข้าแรงๆ อยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็ทำให้เราหายง่วงได้ เพราะการหายใจแรงๆ เช่นนี้ เราต้องตั้งใจมาก และรู้สึกเหนื่อยเหมือนกับการออกกำลังกายทำให้สติมีกำลังมากขึ้น
       ถ้ายังง่วงอยู่ก็อาจจะใช้วิธีโยกตัวไปมาช้าๆ พร้อมกับมีสติรู้ในการโยกนั้น ทำอย่างนั้นก็อาจจะหายง่วงได้ เพราะการโยกตัวต้องอาศัยความตั้งใจมากกว่านั่งนิ่งๆ
       ถ้ายังง่วงอยู่ ก็คงนั่งต่อไปอีกไม่ได้ ต้องใช้วิธีลุกขึ้นเดินจงกรม
อันที่จริงการเดินจงกรมก็คือวิธีแก้ง่วงของผู้ที่ฝึกสมาธินั่นเอง ถ้าเรานั่งสมาธิแล้วรู้สึกง่วงหรือเมื่อย วิธีแก้โดยทั่วไปก็คือการเดินจงกรม
       ถ้าเดินจงกรมแล้วยังง่วงอยู่ ก็ต้องสาเหตุว่า ความง่วงนั้นเกิดจากอะไร ถ้าง่วงเพราะอดนอนมากเกินไป ก็ให้ไปนอนพักผ่อน เมื่อหายง่วงแล้วจึงมานั่งสมาธิใหม่ ถ้าง่วงเพราะอากาศร้อนอบอ้าว ก็ให้เปลี่ยนสถานที่ไปอยู่ในที่ซึ่งมีอากาศเย็นสบายกว่า หรือไปล้างหน้าล้างตา หรือเดินเล่นผ่อนคลายให้สบายก่อน แล้วจึงมานั่งสมาธิใหม่
       บางทีเราตั้งใจทำมากเกินไป อาจจะทำให้เครียด เกิดความเบื่อหน่ายก็เลยรู้สึกง่วงได้ วิธีแก้ก็คือ ให้ทำแบบสบายๆ เหมือนกับทำเล่นๆ

กลับด้านบน

8. ไม่เข้าใจการละตัวตน

นักปฏิบัติ :
ผมอ่านหนังสือ "วิธีปฏิบัติให้ได้มรรคผลนิพพาน" ของอาจารย์ เรื่อง การมีสติอยู่กับกาย ไม่เข้าใจให้ความรู้สึกเป็นเรา ดูทีไรมันก็เป็นเราทุกที จะละได้อย่างไรครับ
อ. ชวยง : เรื่องของเรื่องวิปัสสนาเป็นการทำให้เกิดปัญญา เราต้องเข้าใจก่อนว่าเดิมเราไม่มีปัญญาจึงมาปฏิบัติธรรม ถ้ามีปัญญาอยู่แล้วก็คงไม่ต้องมาปฏิบัติให้เสียเวลา ที่ว่าไม่มีปัญญาก็คือ เราเข้าใจสภาวธรรมผิดจากความเป็นจริง เช่นเข้าใจว่าในอาหารมีความอร่อยอยู่ ในภาพมีความสวยงามอยู่ ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วในอาหารมีแต่รสชาติเท่านั้น ไม่มีความอร่อยอยู่จริง แต่ที่เรารู้สึกอร่อย ก็เพราะขณะที่รับรู้รสของอาหารอยู่นั้นมีกิเลสที่เรียกว่า อวิชชา เข้าปรุงแต่งจิตทำให้รู้สึกว่าอาหารนั้นอร่อย ในภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็มีแต่รูปทรงสีสันเท่านั้น ไม่มีความสวยงามอยู่จริง ที่เรารู้สึกสวยก็เพราะขณะที่มองอยู่นั้นมีอวิชชาเข้าปรุงแต่งจิตทำให้รู้สึกว่าภาพนั้นสวย งานของเราก็คือการให้ปัญญาเข้าปรุงแต่งจิตแทนอวิชชา ถ้าทำได้ผล เราก็รู้ความจริงได้ว่าในอาหารไม่มีความอร่อยอยู่จริง ในภาพก็ไม่มีความสวยงามอยู่จริง วิธีทำให้มีปัญญาก็คือการทำวิปัสสนานั้นเอง
       ในเรื่องของการมีสติก็อยู่กับกายก็เช่นกัน ขณะที่เรามีสติอยู่กับกาย ก็จะมีความรู้สึกว่าเป็นเราหรือกายนี้เป็นเรา ซึ่งความรู้สึกเป็นตัวตน เป็นเรา หรือเป็นของเรานี้ เป็นความรู้สึกที่ผิด เกิดจากการที่ถูกอวิชชาปรุงแต่งจิต ถ้าเราทำวิปัสสนาได้ผล เราก็จะมีปัญญารู้ความจริงว่า กายมีอยู่จริง แต่ความรู้สึกเป็นเรานั้น ไม่มีอยู่จริง
       ผมเข้าใจความรู้สึกของผู้ที่ไม่เคยเห็นธรรมดีว่าย่อมไม่เข้าใจในสภาพนั้น แม้จะอธิบายอย่างไรก็ไม่เข้าใจ เหมือนกับคนตาบอดย่อมไม่เข้าใจว่า แสงสีต่างๆ เป็นอย่างไร แต่งานของนักปฏิบัติก็คือการรักษาตาให้ดีเป็นปกติ เมื่อตาดีแล้วก็จะเข้าใจเองว่า สีแสงต่างๆ นั้นเป็นอย่างไร ถ้าเราเพียงมีสติอยู่กับกาย ไม่ยึดเป็นเจ้าของกาย ความเป็นตัวตน เป็นเราก็จะหายไปได้เอง ถึงเวลานั้น เราก็จะเห็นแต่กาย ความเป็นตัวตนเป็นเราไม่มีอยู่จริง การเห็นอย่างนี้แหละที่เรียกว่า เห็นความไม่มีตัวตน


กลับด้านบน

9. สมาธิดีแล้วปัญญาจะมาเอง

นักปฏิบัติ :
ผมเคยได้ยินบางคนพูดว่า ถ้าสมาธิดีแล้วปัญญาจะมาเอง ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ครับ
อ. ชวยง : ไม่จริงหรอกครับ อย่างเช่น อาฬารดาบส และ อุทกดาบส ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของพระพุทธเจ้า ครั้งยังทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านทั้งสองเป็นผู้มีสมาธิแก่กล้า สามารถทำสมาธิถึงขั้นอรูปฌานได้ ก็ไม่เห็นมีปัญญาที่จะประหารกิเลสได้ เมื่อตายไปจึงไปเกิดเป็นอรูปพรหม ฤาษีชีไพรที่ทำสมาธิแก่กล้า ก็ไม่เห็นมีปัญญาที่จะประหารกิเลสได้ พระพุทธองค์ไม่เคยทรงสอนเลยว่า สมาธิดีแล้วจะมีปัญญาเกิดขึ้น


กลับด้านบน

10. รู้สึกเสียวหัวใจ

นักปฏิบัติ :
ขณะที่ดิฉันปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันทำไมบางครั้งจึงรู้สึกเสียวที่หัวใจ เกิดขึ้นสักครู่หนึ่งแล้วก็หายไป เดี๋ยวอาการเสียวก็เกิดขึ้นอีก แล้วก็หายไปอีกเป็นอย่างนี้หลายครั้ง
อ. ชวยง : โดยปรกติแล้วร่างกายกับจิตใจจะทำงานสัมพันธ์กัน เช่นเวลาที่จิตของเราโกรธ ร่างกายจะทำงานผิดปรกติเช่น หน้าแดง หัวใจเต้นแรง ถ้าโกรธมากๆ บางครั้งถึงกับมือสั่น ตัวสั่น แต่ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะร่างกายก็จะทำงานเป็นปรกติ
       ที่เรารู้สึกเสียวหัวใจก็เพราะขณะที่เราโกรธหัวใจจะเต้นแรง พอเราพยายามดับความโกรธด้วยการทำสติสัมปชัญญะให้เกิดขึ้น หัวใจก็จะปรับตัวให้เต้นเบาลงเป็นปรกติ การที่หัวใจเปลี่ยนแปลงจากเต้นแรงมาเป็นเต้นปรกตินี้ ทำให้เรารู้สึกเสียวหรือเจ็บที่หัวใจ
       ที่เรารู้สึกเสียวมากก็เพราะเรามีความโกรธมากแล้วถึงรู้สึกตัว และทำสติสัมปชัญญะให้เกิดขึ้นได้ ที่เสียวน้อยก็เพราะเรายังโกรธไม่มากก็รู้สึกตัวเสียก่อนแล้วทำสติสัมปชัญญะให้เกิดขึ้นได้ ถ้าเรารู้สึกเสียวหรือเจ็บหัวใจเป็นเวลานานก็แสดงว่าเราโกรธแล้วรู้สึกตัวแต่สติสัมปชัญญะอ่อนกำลัง จึงไม่สามารถดับความโกรธนั้นได้ ที่ผมบอกว่าดับความโกรธนี้ รวมไปถึงโทสะอื่นๆ ด้วย เช่น ความกังวล ความกลัว ความประหม่า ส่วนการดับโลภะจะรู้สึกเสียวหัวใจน้อยกว่าดับโทสะ
       จะเห็นว่าเราสามารถที่จะใช้ความรู้สึกเสียวหัวใจนี้ตรวจสอบความก้าวหน้าของการปฏิบัติธรรมได้ ว่ารู้สึกเสียวหัวใจน้อยลง ก็แสดงว่าปฏิบัติได้ผลดีขึ้น งานของเราก็คือ จะต้องให้มีความรู้สึกเสียวหัวใจน้อยที่สุดในขณะที่เราดับกิเลส


กลับด้านบน