หน้าหลัก ถามตอบปัญหาธรรม

L
i
n
k
  คำถามข้อ 1-10
  คำถามข้อ 11-20
  คำถามข้อ 21-30
  คำถามข้อ 31-40
คำถามข้อ 41-50
คำถามข้อ 51-60
คำถามข้อ 61-73
คำถามทั้งหมด


11. รู้สึกแน่นหน้าอก

นักปฏิบัติ :
ขณะที่ผมปฏิบัติธรรม บางครั้งรู้สึกแน่นหน้าอก อึดอัดไปหมด ต้องเลิกทำจึงจะหาย ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใดครับ
อ. ชวยง : ที่เรารู้สึกแน่นหน้าอกก็เพราะตั้งใจทำมากเกินไป ทำให้ร่างกายมีอาการเกร็งแน่นหน้าอก บางคนก็รู้สึกจุกคอหอย หายใจไม่ออก วิธีแก้ไขก็คือ อย่าตั้งใจมากเกินไป ให้ทำแบบสบายๆ เหมือนกับทำเล่นๆ ทำสนุก ๆ พยายามให้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายมีการผ่อนคลาย ไม่เกร็งตัว จะนั่งก็นั่งในท่าที่สบาย จะยืนก็ยืนในท่าที่สบาย ถ้ารู้สึกแน่นหน้าอกอีก ก็อย่ากังวล ทำใจให้สบายแล้วพยายามผ่อนคลายร่างกายให้อยู่ในท่าที่สบายอีก ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อาการแน่นหน้าอกก็จะหายไปเอง

กลับด้านบน

12. อยากทำดีเป็นกิเลสหรือไม่

นักปฏิบัติ :
การที่เราอยากทำความดีเป็นกิเลสหรือไม่ผมสงสัยเพราะเห็นคนเขาบอกว่าความอยากเป็นกิเลส
อ. ชวยง : คำว่า อยาก มีหลายลักษณะ อยากชนิดที่เป็นบาปก็มี อยากชนิดที่เป็นบุญก็มี อยากชนิดที่เป็นกลางๆ ไม่เป็นบาปไม่เป็นบุญก็มี
       ถ้าเราอยากกินอาหารอร่อยๆ อยากฟังเพลงที่ไพเราะ อยากเห็นภาพสวยๆ อยากยิงนก ตกปลา ความอยากแบบนี้เป็นบาป เป็นตัณหา เป็นกิเลส
       ถ้าเราอยากทำบุญตักบาตร อยากนั่งสมาธิอยากหลุดพ้นจากกิเลส อยากช่วยเหลือผู้อื่น ความอยากแบบนี้เป็นบุญ ไม่ใช่ตัณหาไม่ใช่กิเลส
       ถ้าเราอยากมีอาชีพเป็นหมอ อยากรับราชการอยากอ่านหนังสือ อยากเดิน ความอยากแบบนี้เป็นกลาง ๆ ไม่เป็นบุญเป็นบาป
       แต่โดยปรกติคนทั่วไปไม่ว่าจะอยากทำอะไรก็ตาม มักจะมีกิเลสเข้าร่วมเสมอ ไม่ว่าเราอยากจะทำบุญ อยากจะทำความดี ก็จะมีกิเลสคือตัณหาเจือปนอยู่ด้วยเสมอ ไม่ว่าเราอยากจะอ่านหนังสือ อยากจะเดิน ก็จะมีกิเลสเจือปนอยู่ด้วยเสมอ แต่ถ้าเราปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้ผล เราก็จะสามารถแยกแยะระหว่างความอยากชนิดที่เป็นกิเลส กับความอยากชนิดที่ไม่เป็นกิเลสออกจากกันได้ ภายหลังเราก็สามารถที่จะทำสภาพจิตให้อยากทำบุญ อยากทำความดี โดยไม่มีกิเลสเจือปนได้ เราสามารถที่จะทำสภาพจิตให้อยากอ่านหนังสือ อยากเดิน อยากมอง อยากกิน โดยไม่มีกิเลสเจือปนได้ซึ่งสภาพจิตอย่างนี้ไม่อาจเกิดขึ้นกับคนทั่วไปได้เลย

กลับด้านบน

13. เหมือนมีคนคอยบอก

นักปฏิบัติ :
ขณะที่ผมปฏิบัติธรรม บางครั้งมีความรู้สึกเหมือนกับว่ามีคนคอยชี้ทางให้เราว่าทำอย่างนี้ถูกแล้ว ทำอย่างนี้ผิดทาง ต้องแก้ไข อาจารย์เคยรู้สึกเช่นนี้บ้างไหมครับ
อ. ชวยง : ผมก็เคยรู้สึกอย่างนี้บ้างเหมือนกัน มีอยู่คราวหนึ่งขณะที่ผมยืนอยู่บนรถเมล์ มีความเครียดมากเพราะปฏิบัติธรรมแล้วไม่บรรลุมรรคผลสักที มีความฟุ้งซ่าน คิดมาก พยายามจะทำสติสัมปชัญญะให้หายเครียดก็ทำไม่ได้ ยิ่งเครียดหนักกว่าเดิม ขณะนั้นผมก็รู้สึกเหมือนกับมีคนมาบอกว่า "อย่าหวังซิ" ผมก็เลยเลิกหวังที่จะปฏิบัติให้ได้ผล เมื่อไม่หวังความเครียดก็หายไปทันที มีความสบายใจเกิดขึ้นแทน
       อันที่จริงไม่ได้มีใครมาบอกเราหรอก ความคิดของเราเองที่เป็นตัวบอก เหมือนกับการที่เราฝึกให้มีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอๆ พอกิเลสเกิดขึ้น ก็จะมีตัวเตือนให้รู้สึกตัวทันที ตัวเตือนนี้ก็คือสติสัมปชัญญะนั่นเอง
       แต่สำหรับบางคนที่สมาธิแก่กล้า สามารถติดต่อกับเทวดาได้ ขณะที่เขาปฏิบัติธรรมก็อาจจะมีเทวดามาคอยชี้แนะให้ก็ได้

กลับด้านบน

14. พระอรหันต์ไม่รู้ร้อนรู้หนาวจริงหรือ

นักปฏิบัติ :
ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วจะไม่รู้ร้อนรู้หนาวใช่ไหมครับ ใครดุด่าว่าอะไรก็ไม่โกรธ
อ. ชวยง : อันที่จริงพระอรหันต์จะรู้ร้อนรู้หนาวชัดกว่า คนทั่วไป เพราะสติมีกำลังมากกว่า เพียงแต่ไม่มีกิเลสเข้าร่วมในการรับรู้อารมณ์เท่านั้น เช่น ถ้าอากาศร้อนก็รู้ชัดว่าร้อน แต่ไม่รู้สึกหงุดหงิดรำคาญเพราะความร้อนนั้น การแก้ไขจะเป็นไปตามเหตุผลอย่างเดียว ไม่เป็นไปตามอำนาจของกิเลส เหมือนคนทั่วไป เวลาที่ถูกดุด่าก็จะรู้ชัดในความหมาย แต่ไม่โกรธ การพูดโต้ตอบก็จะเป็นไปตามเหตุผลเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่เหตุผลบวกกิเลส
       ถ้าเราอยากรู้ว่าพระอรหันต์มีความรู้สึกอย่างไรก็ฝึกทำสติสัมปชัญญะให้เกิดขึ้น เพราะความรู้สึกของเราในขณะที่มีสติสัมปชัญญะอยู่นั้น จะมีลักษณะเช่นเดียวกับความรู้สึกของพระอรหันต์

กลับด้านบน

15. สติกับสมาธิต่างกันอย่างไร

นักปฏิบัติ :
สติกับสมาธิต่างกันอย่างไรครับ
อ. ชวยง : สติเป็นเจตสิก (ตัวปรุงแต่งจิต) ชนิดหนึ่งจัดเป็นกุศลเจตสิกหรือเจตสิกฝ่ายบุญ สติหมายถึงการระลึกได้ คือระลึกได้ทางทวารทั้ง ๖ ซึ่งได้แก่ การเห็น การได้ยิน การรู้รส การสัมผัส การนึกคิด เช่นขณะที่เรามองเห็นภาพ ก็เพราะขณะนั้นเรามีสติอยู่กับการเห็น ที่เราได้ยินเสียงก็เพราะขณะนั้นเรามีสติอยู่กับการได้ยิน สติจะทำงานอยู่กับทวารต่างๆ ตลอดเวลาสติจะไปอยู่กับทวารใดก็ขึ้นอยู่กับความเคยชินหรือความตั้งใจ เช่นถ้าเราดูโทรทัศน์ สติก็จะอยู่การเห็นและได้ยิน สลับผลัดเปลี่ยนกันไปด้วยความเคยชิน ทำให้เรารู้สึกว่าเห็นภาพด้วย ได้ยินเสียงด้วย แต่ถ้าเราตั้งใจดูเฉพาะภาพของโทรทัศน์อย่างเดียว ไม่สนใจเสียงเลย เราก็จะรู้สึกว่าเห็นแต่ภาพ ไม่รู้สึกว่าได้ยินเสียง
       ส่วนสมาธิ ไม่ใช่เจตสิก แต่เป็นอาการของเจตสิก สมาธิหมายถึงการมีสติอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งได้มั่นคง เช่นขณะที่เราดูโทรทัศน์ ถ้าเราเอาสติจดจ่ออยู่กับเรื่องราวในโทรทัศน์ ไม่สนใจอย่างอื่นเลย อย่างนี้ก็เรียกว่ามีสมาธิในการดูโทรทัศน์ ถ้าเรานั่งจ้องดูพระพุทธรูป ให้ใจจดจ่ออยู่กับพระพุทธรูป (มีสติอยู่กับการเห็นพระพุทธรูป) ไม่นึกคิดไปถึงเรื่องอื่นเลย ถ้าทำได้อย่างนี้ก็เรียกว่า จิตเป็นสมาธิ
       ถ้าเปรียบสติเป็นเหมือนแสงสว่างของไฟฉายที่ส่องในตอนกลางคืน จิตเปรียบเสมือนเจ้าของไฟฉาย ถ้าสติมีกำลังมาก จิตก็จะรู้ชัดในอารมณ์ที่มากระทบ เปรียบเสมือนไฟฉายมีแสงสว่างมาก ทำให้เราเห็นภาพชัดเจน ถ้าสติมีกำลังอ่อน จิตก็จะไม่รู้ชัดในอารมณ์ที่มากระทบ เปรียบเสมือนไฟฉายมีแสงสว่างน้อย ทำให้เราเห็นภาพไม่ชัดเจน
       ความเพียรหรือความตั้งใจเปรียบเสมือนมือที่ถือไฟฉาย เราสามารถย้ายสติไปอยู่กับทวารโน้นบ้าง ทวารนี้บ้างได้โดยอาศัยความตั้งใจ เปรียบเสมือนมือที่สามารถบังคับไฟฉายให้ส่องไหข้างหน้าบ้าง ทางซ้ายบ้าง ทางขวาบ้าง
       ความฟุ้งซ่าน ทำให้จิตไม่สงบ ไม่ผ่องใส เปรียบเสมือนมือที่สั่น เมื่อถือไฟฉายย่อมทำให้ลำแสงสั่นไปมา การเห็นภาพก็ไม่ชัดเจน น่ารำคาญ
       สมาธิ ทำให้จิตสงบ ผ่องใส เปรียบเสมือนมือที่นิ่ง เมื่อถือไฟฉาย ลำแสงก็จะนิ่ง การเห็นภาพก็ชัดเจนแจ่มใส

กลับด้านบน

16. ความรู้สึกขณะที่มีสติสัมปชัญญะ

นักปฏิบัติ :
อยากให้อาจารย์อธิบายถึงความรู้สึกขณะที่มีสติสัมปชัญญะว่าเป็นอย่างไร
อ. ชวยง : เนื่องจากการมีสติสัมปชัญญะทำได้หลายวิธี เช่น เราเอาสติมาอยู่กับกายก็สามารถทำสติสัมปชัญญะให้เกิดขึ้นได้ เอาสติมาอยู่กับเวทนา ได้แก่การเห็น การได้ยิน ฯลฯ ก็สามารถทำสติสัมปชัญญะให้เกิดขึ้นได้ หรือจะเอาสติมาอยู่กับจิตก็ทำได้ ฉะนั้นความรู้สึกในขณะที่มีสติสัมปชัญญะของแต่ละวิธี ย่อมจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน แต่ความรู้สึกหลักๆ จะเหมือนกัน คือขณะที่มีสติสัมปชัญญะ เราจะรู้สึกว่ามีความตื่นตัว รู้ชัดในอารมณ์ที่เราสนใจ เรียกว่า สติมีกำลัง รู้สึกว่าจิตสงบไม่ฟุ้งซ่านเรียกว่า สมาธิมีกำลังไม่เสพอารมณ์คือไม่ยินดียินร้ายในอารมณ์ที่เราสนใจอยู่ ได้แต่รับรู้เฉยๆ ตามความเป็นจริง เรียกว่า ปัญญามีกำลัง


กลับด้านบน

17. "ชาติ" หมายถึงการเกิดขึ้นของกิเลสจริงหรือ

นักปฏิบัติ :
คำว่า ชาติ ใน ปฏิจจสมุปบาท หมายถึงการเกิดขึ้นของกิเลสแต่ละครั้งหรือหมายถึงการตายแล้วเกิดใหม่ครับ ผมเห็นหลายคนเถียงกันในเรื่องนี้
อ. ชวยง : คำว่าชาติหมายถึง การตายแล้วเกิดใหม่ครับ
นักปฏิบัติ : แต่คนทำไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า เขาบอกว่ามีการตีวามในพระไตรปิฎกผิด ที่จริงหมายถึงการเกิดขึ้นของกิเลสต่างหาก
อ. ชวยง : มีคำศัพท์ในพระไตรปิฎกหลายคำที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงขยายความเอาไว้ คนรุ่นหลังจึงอาจตีความผิดไปจากความหมายที่แท้จริงได้ แต่บังคับคำว่าชาติ นี้ พระพุทธองค์ทรงขยายความไว้เรียบร้อยแล้วว่าหมายถึง การกำเนิดของชีวิต ใครอ่านก็เข้าใจได้เลยไม่ต้องตีความ

กลับด้านบน

18. ปฏิบัติธรรมอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่

นักปฏิบัติ :
ดิฉันรักษาศีล ๘ ตักบาตรประจำ สวดมนต์ทุกคืน ทำมาได้ ๒ ปี ปฏิบัติธรรมอย่างนี้ถูกต้องไหมคะ
อ. ชวยง : อย่างนี้ถือว่ายังไม่ได้เริ่มปฏิบัติธรรมเลย ที่ทำอยู่นี้เป็นเพียงการทำบุญทั่วไปเท่านั้น ส่วนการปฏิบัติธรรม เป็นการฝึกละกิเลส เป็นการทำวิปัสสนาซึ่งเป็นคนละอย่างกัน

กลับด้านบน

19. สติปัฏฐาน ๔ เป็นสมถะ หรือเป็นวิปัสสนา

นักฏิบัติ :
ในหนังสือ "วิธีปฏิบัติให้ได้มรรคผลนิพพาน" ของอาจารย์บอกว่า สติปัฏฐาน ๔ เป็นวิปัสสนา แต่ผมอ่านในพระไตรปิฏกเกี่ยวกับสติปัฏฐาน ๔ เห็นมีทั้งสมถะและวิปัสสนาปนกันอยู่
อ. ชวยง : ใช่ครับ สติปัฏฐานในพระไตรปิฏก จะมีทั้งสมถะและวิปัสสนาปนกันอยู่ โดยที่พระพุทธองค์จะให้ทำสมถะก่อน คือให้ทำสมาธิ หรือพิจารณาธรรมก่อน แล้วจึงทำวิปัสสนาต่อ ประโยคที่จัดเป็นส่วนของวิปัสสนาก็คือประโยคที่กล่าวว่า มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัส (ละความยินดียินร้าย ) ในโลกเสียได้
       เนื่องจากนักปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ในปัจจุบันทำแต่สมถะคือทำสมาธิหรือพิจารณาธรรมเท่านั้น ไม่ได้ทำวิปัสสนา ผมจึงอธิบายแยกแยะออกว่าอะไรคือสมาธิอะไรคือการพิจารณาธรรม อะไรคือวิปัสสนา เพื่อที่นักปฏิบัติจะได้ไม่สับสน จุดประสงค์ของ สติปัฏฐาน ๔ ก็ คือ เราจะต้องมีความรู้สึกในส่วนที่เป็นวิปัสสนาให้ได้


กลับด้านบน

20. ถ้าบอกแล้วจะเสื่อมจริงหรือ

นักปฏิบัติ :
คนที่ทำสมาธิเห็นนี่แล้ว เขาว่าห้ามบอกคนอื่นใช่ไหมครับ ถ้าบอกแล้วจะทำให้สมาธิเสื่อม
อ. ชวยง : เรื่องนี้มันอยู่ที่ใจ ถ้าคนที่บอกยังไม่มีสมาธิแก่กล้า ก็ยังอาจจะเสื่อมได้ คือถ้าเขาเคยได้ยินได้ฟังมาว่า เวลานั่งสมาธิ เมื่อเห็นอะไรแล้วอย่าบอกคนอื่นถ้าบอกแล้วจะเสื่อม เมื่อเขารู้อย่างนี้แล้ว พอไปบอกคนอื่นก็จะทำให้เกิดความกังวลใจ คิดมาก กลัวว่าจะไม่เห็นอีก พอไปนั่งสมาธิ จิตก็ไม่สงบ เลยไม่เห็นอะไรอีกเลย พอไม่เห็นก็เกิดความกังวลยิ่งขึ้น ตอนนี่ก็เลยไปกันใหญ่ บางคนพอเล่าให้คนอื่นฟัง ได้รับคำชมว่าเก่ง ก็เกิดความมานะคืออวดตัวเองมีความสามารถกว่าคนอื่น ก็จะทำให้สมาธิเสื่อมได้เหมือนกัน
       แต่สำหรับคนที่รู้ในเหตุผลว่าที่เห็นโน่นเห็นนี่ได้ เพราะจิตสงบ ตั้งมั่นเป็นสมาธิ เมื่อเขาเล่าให้คนอื่นฟัง เขาก็จะไม่กังวลใจ เมื่อไปนั่งสมาธิ เขาก็จะพยายามทำจิตให้สงบ เมื่อจิตใจตั้งมั่นแล้ว เขาก็จะเห็นสิ่งเหล่านั้นได้อีก
       เวลาที่ผมไปสนทนาธรรมกับนักปฏิบัติ เขาก็เล่าให้ฟังว่าขณะที่นั่งสมาธิได้เห็นแสงสีต่างๆ เห็นพระพุทธรูป เห็นเทวดาฯลฯ ก็ไม่เห็นว่าสมาธิของเขาเสื่อมแต่อย่างใด

กลับด้านบน