หน้าหลัก ถามตอบปัญหาธรรม

L
i
n
k
  คำถามข้อ 1-10
  คำถามข้อ 11-20
  คำถามข้อ 21-30
  คำถามข้อ 31-40
คำถามข้อ 41-50
คำถามข้อ 51-60
คำถามข้อ 61-73
คำถามทั้งหมด


21. คนที่บรรลุมรรคผลจริงจะไม่บอกคนอื่น จริงหรือ

นักปฏิบัติ :
คนที่ปฏิบัติธรรมถึงขั้นบรรลุมรรคผลแล้ว เขาจะไม่บอกคนอื่นใช่ไหมครับ
อ. ชวยง : นั่นเขาพูดกันเฉยๆ ไม่จริงหรอกครับ อย่างพระพุทธเจ้าก็ยังทรงประกาศเลยว่า พระองค์เป็นพระอรหันต์ และยังตรัสว่า พระองค์ทรงค้นพบวิธีปฏิบัติได้เอง ไม่มีใครสอน คำพูดเพียงบอกว่าตนเองเป็นอริยบุคคลเชียวหรือ
       ที่ว่าบรรลุธรรมแล้วที่ไม่บอกให้คนนั้น คงหมายถึงเฉพาะพระภิกษุสงฆ์เท่านั้น เพราะวินัยของสงฆ์ห้ามบอกคนอื่นว่าตนเองบรรลุธรรมขั้นไหนแล้ว ถ้าบอกก็จะอาบัติ


กลับด้านบน

22. พระอริยะที่สูงกว่าจะรู้ภูมิผู้ที่ต่ำกว่า จริงหรือ
นักปฏิบัติ : พระอริยบุคคลที่สูงกว่า สามารถที่จะรับรู้ว่าใครเป็นอริยะบุคคลที่ต่ำกว่าตนได้ ใช่ไหมครับ เช่นพระสกิทาคามี จะรู้ว่าใครเป็นโสดาบัน
อ. ชวยง : การบรรลุมรรคผลเป็นเรื่องเฉพาะตน ถ้าเราบรรลุมรรคผล เราก็จะรู้ว่าเราคนเดียว คนอื่นย่อมไม่รู้เห็นด้วย ถ้าคนอื่นบรรลุ เราก็ไม่รู้เช่นกัน นอกเสียจากว่าผู้บรรลุธรรมนั้นมีฤทธิ์ สามารถรู้ภูมิธรรมของผู้อื่นได้ อย่างนี้เรียกว่าใครบรรลุธรรมถึงขั้นไหน แต่ถ้าไม่มีฤทธิ์ทำนองนี้ ต่อให้เป็นอรหันต์ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นโสดาบัน
       เเต่พระอริยะที่สูงกว่าอาจจะตรวจสอบภูมิธรรมของพระอริยะกว่าได้ ด้วยการซักถามถึงวิธีปฏิบัติและผลที่ได้รับ อย่างนี้ก็พอจะทราบได้ว่าถึงขั้นไหนแล้วเหมือนกันกับคนที่เรียนจบชั้นมัธยม ก็พอจะรู้ได้ว่าใครจบชั้นประถมมาแล้วบ้าง ด้วยการซักถามภูมิปัญญา ก็อาจจะเข้าใจผิดได้เพราะเป็นเพียงการคาดคะเนเท่านั้น
กลับด้านบน

23. บรรลุมรรคผล ต้องมีบุญบารมี

นักปฏิบัติ : คนที่จะบรรลุมรรคผลได้ในชาตินี้ ต้องเป็นคนที่มีบุญบารมีสูงใช่ไหมครับ อย่างผมคงอีกหลายชาติ
อ.ชวยง : ใช่ครับ ต้องเป็นคนที่มีบุญบารมีสูง คำว่ามีบุญบารมีสูงก็คือ จะต้องเป็นคนที่มีลักษณะ ๒ อย่างดังนี้
       ๑. มีความปราถนาที่จะหลุดพ้น เพราะผู้ที่ต้องการหลุดพ้นย่อมมีความพอใจที่จะปฏิบัติธรรม
       ๒. รู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง เพราะการสร้างเหตุที่ถูกต้องเท่านั้น ที่เป็นหนทางไปสู่ความสำเร็จได้
ถ้าใครมีลักษณะ ๒ อย่างนี้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีบุญบารมีสูง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่มีบุญบารมีสูงจะบรรลุมรรคผลในชาตินี้ทุกคน เพราะการที่จะบรรลุมรรคผลได้ต้องอาศัยเหตุ ๒ประการคือ
       ๑. ทำถูกวิธี คือต้องลงมือปฏิบัติ และปฏิบัติอย่างถูกวิธีด้วย
       ๒. ทำความเพียร คือขยันทำ
       ถ้าเรารู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง แต่ไม่ลงมือปฏิบัติก็ย่อมไม่มีทางสำเร็จ ถ้าลงมือปฏิบัติโดยถูกวิธี แต่ไม่ขยันทำ ก็ทำไม่สำเร็จ ถ้าทำไม่ถูกวิธีถึงขยันทำก็ไม่สำเร็จเช่นกัน บางคนทำสติสัมปชัญญะเป็น แต่ไม่ขยันทำจึงไม่สำเร็จ ที่เขาไม่ขยันทำก็เพราะเขาไม่ได้มีความปรารถนาที่จะหลุดพ้น อย่างนี้เรียกว่า มีบุญบารมีน้อย บางคนโชคร้ายไปเจอสำนักปฏิบัติที่สอนผิด ตั้งใจทำเท่าไร ขยันทำเท่าไร ก็ไม่สำเร็จสักที อย่างนี้ก็เรียกว่ามีบุญบารมีน้อย
นักปฏิบัติ : แล้วนักปฏิบัติจะรู้ได้อย่างไรว่าสำนักใดสอนถูก สำนักใดสอนผิด
อ.ชวยง : อันนี้ก็แล้วแต่ดวง แล้วแต่บุญบารมีของแต่ละบุคคล เพราะทุกสำนักก็ต้องบอกว่า สำนักของตนสอนถูก อยู่ที่ตัวนักปฏิบัติเองว่าจะเชื่อใคร ถ้ามาถามผมว่าสำนักของผมสอนถูกหรือเปล่า ผมก็ต้องตอบว่าถูกอยู่แล้ว

กลับด้านบน

24. อยากปฏิบัติให้ได้ผล

นักปฏิบัติ : ดิฉันปรารถนาจะบรรลุมรรคผลในชาตินี้จะปฏิบัติอย่างไรดีคะ จึงจะได้ผล
อ.ชวยง : ก่อนอื่นก็ต้องศึกษาวิธีปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องเสียก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะถ้าไม่เข้าใจดีแล้ว พอลงมือปฏิบัติจะทำผิดได้ง่าย ถ้าผิดตอนแรกต่อๆ ไปก็จะผิดตลอด แม้ทำถูกวิธี แต่ไม่เข้าใจถูกต้องดีพอ ก็จะทำได้ผลช้า เมื่อเข้าใจวิธีปฏิบัติดีแล้ว ก็ลงมือปฏิบัติโดยลองฝึกแต่ละวิธี โดยทั่วไปผลจะเน้นให้ฝึก ๒ วิธี การมีสติอยู่กับการเห็น และ การมีสติอยู่กับกาย เพราะนำไปใช้ในชีวิติประจำวันได้ง่าย เมื่อเราทำเป็นแล้ว ต่อไปก็ทำความเพียรคือฝึกทำให้มากๆ ทำบ่อยๆ ทำให้เป็นนิสัย อยู่ที่ไหนก็ทำ ไปที่ไหนก็ทำเรียกว่า ต้องปฏิบัติธรรมเป็นชีวิตจิตใจเลยทีเดียวและเมื่อมีปัญหาก็พยายามแก้ไขด้วยเหตุผล ถ้าทำอย่างนี้ละก็รับรองได้ผลแน่

กลับด้านบน

25. มีสติอยู่กับสมมุติเป็นวิปัสสนาด้วยหรือ

นักปฏิบัติ : ผมได้ยินมาว่าการทำวิปัสสนาจะต้องมีสติอยู่กับรูป-นาม ซึ่งเป็นปรมัตถ์ แต่อาจารย์บอกว่า การมีสติอยู่กับสมมุติและความยินดียินร้ายในสมมุติ ก็จัดเป็นวิปัสสนา ความเห็นไม่ขัดกันหรือครับ
อ.ชวยง : อันที่จริงการมีสติอยู่กับสมมุติแต่ละความยินดียินร้ายในสมมุตินั้น สามารถจัดอยู่ในการมีสติอยู่กับปรมัตถ์ได้ โดยจัดเป็น การมีสติอยู่กับจิต เพียงแต่ว่าเราอาศัยเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นสมมุติ มาเป็นสื่อให้จิตหวั่นไหวไปตามอำนาจของกิเลสแล้วเราก็เอาสติดูจิตและทำจิตให้ผ่องใส เป็นอิสระจากกิเลส เช่นขณะที่ดูโทรทัศน์ จิตใจของเราจะหวั่นไหวยินดียินร้ายไปกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นสมมุติ เราก็จะดูจิตที่ดีใจเสียใจและละความดีใจเสียใจเหล่านั้น
       การปฏิบัติวิปัสสนาแบบอยู่กับสมมุตินี้เราอาจจะจัดเป็น การมีสติอยู่กับธรรม ก็ได้ เพราะการปฏิบัติวิธีนี้จะทำให้เรารู้แจ้งในธรรมคือ อริยสัจ ๔ ได้
       การที่จะจัดว่าการปฏิบัติธรรมวิธีนี้เป็นการมีสติอยู่กับจิต หรือเป็นการมีสติอยู่กับธรรม ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเป็นเพียงชื่อเรียก สิ่งสำคัญอยู่ที่เราปฏิบัติได้ผลหรือไม่เท่านั้น

กลับด้านบน

26. โทสะเป็นทุกข์ โลภะเป็นสุขจริงหรือ

นักปฏิบัติ : ที่บอกว่ากิเลสทำให้จิตเศร้าหมองเป็นทุกข์นั้น ผมก็เห็นด้วยถ้าเป็นความโกรธ แต่ถ้าเป็นความโลภ เช่น ดีใจ สนุก น่าจะเป็นความสุขมากกว่าผมไม่เห็นว่าจิตเศร้าหมองเลย
อ.ชวยง : ได้ชื่อว่ากิเลสแล้วละก็ทำให้จิตเศร้าหมองทั้งนั้น แต่เนื่องจากโลภะ เช่น ความดีใจ สนุก อร่อยเป็นสภาพที่มีโทษน้อย เราจึงไม่รู้ศึกว่ามันไม่ดี แต่ถ้าเราปฏิบัติธรรมอยู่ในขั้นสูง ทำสติสัมปชัญญะให้ได้เกิดขึ้นได้เสมอๆ จิตของเราก็จะผ่องใสเบิกบาน มีความสุขกว่าเดิม ขณะที่จิตของเราผ่องใสอยู่นั้น หากมีอารมณ์ที่ดีมากมากระทบ เช่น คนชมว่าเก่ง ทำให้เกิดความดีใจขึ้นมาเราก็จะรู้สึกว่า ความดีใจนั้นเป็นสภาพที่ไม่ดี ทำให้จิตเศร้าหมอง ทุรนทุราย ความสุขลดลงจากเดิม ความชอบ ความดีใจ ความสนุก เป็นความสุขของคนทั่วไป แต่ไม่ใช่ของนักปฏิบัติธรรม
       พระพุทธองค์ตรัส แสดงความแตกต่างของกิเลสทั้ง ๓ ชนิดว่า
       โทสะ มีโทษมาก แต่ละได้ง่าย
       โลภะ มีโทษน้อย แต่ละได้ยาก
       โมหะ มีโทษมาก และละได้ยาก
ซึ่งก็เป็นจริง เพราะในการปฏิบัติธรรมเราจะเห็นชัดว่าเมื่อโทสะเกิดขึ้น เราจะมีทุกข์มาก ทำให้เรารู้สึกตัวได้ง่ายว่ามีกิเลสเกิดขึ้น การดับก็ทำได้ง่าย แต่เวลาที่โลภะเกิดขึ้น เราจะไม่ค่อยทุกข์ ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกตัว การดับก็ทำได้ยากกว่าดับโทสะ ส่วนเวลาที่โมหะ เช่น ความฟุ้งซ่านเกิดขึ้น เราจะรู้สึกว่าเป็นสภาพที่แย่มากขณะที่โมหะเกิดเราก็ไม่ค่อยรู้สึกตัว การดับก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากลำบากมาก

กลับด้านบน

27. ความฟุ้งซ่านคืออะไร

นักปฏิบัติ : ความฟุ้งซ่านหมายถึง การที่จิตนึกคิดไปถึงอดีตหรืออนาคตใช่ไหมครับ
อ.ชวยง : ไม่ใช่หรอกครับ เมื่อก่อนผมก็เคยคิดเช่นนั้น แต่พอปฏิบัติธรรมจนถึงขั้นที่จิตสงบบ่อยๆ จึงรู้ว่าความฟุ้งซ่านเป็นอย่างไร
       ความฟุ้งซ่านเป็นอาการของจิตที่ไม่สงบ ไม่ตั้งมั่น เป็นสภาพจิตที่กระจัดกระจาย ไม่เป็นระเบียบ ถ้าจิตเปรียบเหมือนเส้นด้าย จิตที่ฟุ้งซ่านก็เปรียบเสมือนเส้นด้ายที่พันกันยุ่งเหยิง จะดึงออกมาใช้ประโยชน์ก็ทำได้ยาก ส่วนจิตที่สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ เปรียบเสมือนเส้นด้ายที่ขดอยู่อย่างมีระเบียบ จะดึงออกมาใช้ประโยชน์ก็ทำได้ง่าย
       ลักษณะที่จิตฟุ้งซ่านมากก็คือ สภาพจิตตอนตื่นนอนใหม่ๆ ยังงัวเงียอยู่ ตอนนั้นจิตจะฟุ้งซ่านมากลักษณะที่จิตไม่ฟุ้งซ่านก็คือ สภาพจิตที่อยู่ในสมาธิขณะนั้นจิตจะสงบไม่ฟุ้งซ่าน ถ้าจิตของเราไม่สงบไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อนึกคิดไปถึงอดีตและอนาคต ก็จะคิดเป็นระเบียบเป็นเรื่องเป็นราวไม่สับสน

กลับด้านบน

28. อดีต อนาคต ไม่มีอยู่จริง

นักปฏิบัติ : ที่อาจารย์บอกว่า อดีตและอนาคตไม่มีอยู่จริง ปัจจุบันเท่านั้นที่มีอยู่จริง การเดินทางไปในอดีตหรืออนาคตนั้นทำไม่ได้ หมายความว่าอย่างไรครับ
อ.ชวยง : หมายความว่าสภาวธรรมทุกอย่างเกิดขึ้นที่ปัจจุบันเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นที่อดีตหรืออนาคต เช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ ๑ นาทีที่แล้ว มันผ่านไปแล้ว เป็นอดีตไปแล้ว เราจะให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอีกไม่ได้ แต่เนื่องจากคนเรามีความจำจึงสามารถบันทึกเหตุการณ์ในอดีตเอาไว้ได้เหมือนกับการบันทึกเทป ขณะที่เรานึกคิดถึงอดีต ก็เหมือนกับการเอาเทปมาฉายดูเท่านั้น ไม่ใช่ของจริง
       ส่วนอนาคตก็เช่นกัน ไม่มีอยู่จริง เราเพียงแต่จิตนาการเอาเองไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งที่จริงก็เป็นการนึกคิดเท่านั้น ไม่ใช่ของจริง
       ทุกอย่างย่อมเกิดขึ้นที่ปัจจุบันทั้งสิ้น ที่เราเห็นก็เห็นที่ปัจจุบัน ที่เราได้ยินเสียงก็ได้ยินเสียงปัจจุบัน ที่นึกคิดไปเองถึงอดีตหรืออนาคตก็นึกคิดที่ปัจจุบัน ที่รู้สึกเกิด ดีใจ ชอบ ก็เกิดที่ปัจจุบันทั้งสิ้น ถ้าคนเราไม่มีความจำเสียอย่างเดียว อดีต อนาคต ก็ไม่มี

กลับด้านบน

29. ชาติหน้ามีจริงหรือไม่

นักปฏิบัติ : อาจารย์เชื่อเรื่องชาติหน้าหรือเปล่าครับ
อ.ชวยง : ตัวผมเองไม่สามารถที่จะยืนยันได้ว่า ชาติหน้ามีจริงหรือไม่เพราะไม่เคยเห็น ผมจะยืนยันได้ก็เฉพาะในสิ่งที่ผมรู้ผมเองเท่านั้น เช่น ในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม ผมยืนยันได้ เถียงได้ พิสูจน์ได้
       ส่วนเรื่องชาติหน้า เรื่องนรกสวรรค์ คนที่กล้ายืนยันในเรื่องนี้ ก็ยังมีอยู่มาก แม้ในพระไตรปิฎกก็กล่าวไว้ชัดเจนว่ามีอยู่จริง
       ถึงผมจะไม่รู้ไม่เห็นว่าชาติหน้ามีจริงหรือไม่ แต่ผมก็เชื่อในเรื่องชาติหน้า เชื่อในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิดก็มีอยู่จริง ถ้าผมไม่เชื่อว่าชาติหน้ามีจริง เมื่อผมมีทุกข์ อยากจะพ้นทุกข์ ผมก็คงไม่ลงทุนปฏิบัติธรรมให้เสียเวลาหรอก ฆ่าตัวตายง่ายกว่า

กลับด้านบน

30. สงบ เย็น คือนิพพาน

นักปฏิบัติ : ผมเคยได้ยินว่า นิพพานคือความสงบ เย็น ขณะใดที่เรามีจิตใจที่สงบ เยือกเย็น ขณะนั้นเราก็มีนิพพานใช่ไหมครับ
อ.ชวยง : จะว่าถูกก็ถูก จะว่าผิดก็ผิด เพราะการที่จิตใจของเราสงบ เย็น มีได้หลายสาเหตุ ถ้าเรานั่งในห้องแอร์เย็นๆ ทำใจให้สบาย ไม่คิดไม่กังวลถึงเรื่องราวต่างๆ อย่างนั้นก็สงบเย็นเหมือนกันแต่ไม่ใช่นิพพาน
       ถ้าเรานั่งสมาธิเอาสติจดจ่ออยู่กับอย่างใดสักอย่างหนึ่ง เช่นเอาสติจดจ่ออยู่กับลมหายใจ รับรู้แต่ลมหายใจเข้าออก ไม่สนใจอย่างอื่นเลย ถ้าเราทำได้ผล จิตของเราก็จะสงบ ตั้งมั่นเป็นสมาธิ อาจจะมีปีติ สุข เกิดขึ้น รู้สึกเย็นซาบซ่าไปทั่วร่างกาย ทำให้เรามีความยินดี พอใจในสุขนั้น อย่างนี้ก็สงบเย็นเหมือนกัน แต่ไม่ใช่นิพพาน
       แต่ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะคือไม่ยินดียินร้านในอารมณ์ที่มากระทบ ได้แต่รับรู้เฉยๆ อยู่ในห้องแอร์เย็นๆ ก็รู้ว่าเย็นเฉยๆ ไม่ยินดีในความเย็นนั้น อยู่ในที่อากาศร้อนอบอ้าว ก็รู้ว่าร้อนเฉยๆ ไม่ยินร้ายในความร้อนนั้น นั่งสมาธิจนจิตสงบ มีปีติ สุข เกิดขึ้น ก็รู้ว่ามีความปีติ สุข เกิดขึ้น ไม่ยินดี ในปีติ สุข นั้น ปีติ สุข เสื่อมไปก็รู้ว่ามีปีติ สุข เสื่อมไป ไม่ยินร้ายในความเสื่อมนั้น ถ้าเราละความยินดียินร้ายในอารมณ์ที่มากระทบ ได้แต่รับรู้เฉยๆ ในลักษณะนี้ จิตของเราก็จะตั้งมั่นเป็นสมาธิได้เพราะจิตนิ่ง ไม่หวั่นไหวคล้อยตามอารมณ์ที่มากระทบจิตใจของเราก็จะผ่องใสเบิกบาน ความสงบ เย็น อย่างนี้จึงจะเรียกว่า นิพพาน ซึ่งนิพพานที่เกิดเป็นครั้งคราวเกิดขึ้นชั่วขณะอย่างนี้เรียกว่า นิโรธ
       ฉะนั้นที่บอกว่าสงบ เย็น เป็นนิพพานนั้น ต้องดูด้วยว่า สงบ เย็น แบบไหน

กลับด้านบน