21. คนที่บรรลุมรรคผลจริงจะไม่บอกคนอื่น
จริงหรือ |
นักปฏิบัติ : คนที่ปฏิบัติธรรมถึงขั้นบรรลุมรรคผลแล้ว
เขาจะไม่บอกคนอื่นใช่ไหมครับ
อ. ชวยง : นั่นเขาพูดกันเฉยๆ ไม่จริงหรอกครับ
อย่างพระพุทธเจ้าก็ยังทรงประกาศเลยว่า พระองค์เป็นพระอรหันต์ และยังตรัสว่า
พระองค์ทรงค้นพบวิธีปฏิบัติได้เอง ไม่มีใครสอน คำพูดเพียงบอกว่าตนเองเป็นอริยบุคคลเชียวหรือ
ที่ว่าบรรลุธรรมแล้วที่ไม่บอกให้คนนั้น
คงหมายถึงเฉพาะพระภิกษุสงฆ์เท่านั้น เพราะวินัยของสงฆ์ห้ามบอกคนอื่นว่าตนเองบรรลุธรรมขั้นไหนแล้ว
ถ้าบอกก็จะอาบัติ
|
22. พระอริยะที่สูงกว่าจะรู้ภูมิผู้ที่ต่ำกว่า จริงหรือ |
นักปฏิบัติ : พระอริยบุคคลที่สูงกว่า
สามารถที่จะรับรู้ว่าใครเป็นอริยะบุคคลที่ต่ำกว่าตนได้ ใช่ไหมครับ เช่นพระสกิทาคามี
จะรู้ว่าใครเป็นโสดาบัน
อ. ชวยง : การบรรลุมรรคผลเป็นเรื่องเฉพาะตน
ถ้าเราบรรลุมรรคผล เราก็จะรู้ว่าเราคนเดียว คนอื่นย่อมไม่รู้เห็นด้วย
ถ้าคนอื่นบรรลุ เราก็ไม่รู้เช่นกัน นอกเสียจากว่าผู้บรรลุธรรมนั้นมีฤทธิ์
สามารถรู้ภูมิธรรมของผู้อื่นได้ อย่างนี้เรียกว่าใครบรรลุธรรมถึงขั้นไหน
แต่ถ้าไม่มีฤทธิ์ทำนองนี้ ต่อให้เป็นอรหันต์ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นโสดาบัน
เเต่พระอริยะที่สูงกว่าอาจจะตรวจสอบภูมิธรรมของพระอริยะกว่าได้
ด้วยการซักถามถึงวิธีปฏิบัติและผลที่ได้รับ อย่างนี้ก็พอจะทราบได้ว่าถึงขั้นไหนแล้วเหมือนกันกับคนที่เรียนจบชั้นมัธยม
ก็พอจะรู้ได้ว่าใครจบชั้นประถมมาแล้วบ้าง ด้วยการซักถามภูมิปัญญา ก็อาจจะเข้าใจผิดได้เพราะเป็นเพียงการคาดคะเนเท่านั้น
|
23. บรรลุมรรคผล ต้องมีบุญบารมี |
นักปฏิบัติ : คนที่จะบรรลุมรรคผลได้ในชาตินี้ ต้องเป็นคนที่มีบุญบารมีสูงใช่ไหมครับ
อย่างผมคงอีกหลายชาติ
อ.ชวยง : ใช่ครับ ต้องเป็นคนที่มีบุญบารมีสูง
คำว่ามีบุญบารมีสูงก็คือ จะต้องเป็นคนที่มีลักษณะ ๒ อย่างดังนี้
๑.
มีความปราถนาที่จะหลุดพ้น เพราะผู้ที่ต้องการหลุดพ้นย่อมมีความพอใจที่จะปฏิบัติธรรม
๒.
รู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง เพราะการสร้างเหตุที่ถูกต้องเท่านั้น
ที่เป็นหนทางไปสู่ความสำเร็จได้
ถ้าใครมีลักษณะ ๒ อย่างนี้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีบุญบารมีสูง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า
ผู้ที่มีบุญบารมีสูงจะบรรลุมรรคผลในชาตินี้ทุกคน เพราะการที่จะบรรลุมรรคผลได้ต้องอาศัยเหตุ
๒ประการคือ
๑.
ทำถูกวิธี คือต้องลงมือปฏิบัติ และปฏิบัติอย่างถูกวิธีด้วย
๒.
ทำความเพียร คือขยันทำ
ถ้าเรารู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง
แต่ไม่ลงมือปฏิบัติก็ย่อมไม่มีทางสำเร็จ ถ้าลงมือปฏิบัติโดยถูกวิธี แต่ไม่ขยันทำ
ก็ทำไม่สำเร็จ ถ้าทำไม่ถูกวิธีถึงขยันทำก็ไม่สำเร็จเช่นกัน บางคนทำสติสัมปชัญญะเป็น
แต่ไม่ขยันทำจึงไม่สำเร็จ ที่เขาไม่ขยันทำก็เพราะเขาไม่ได้มีความปรารถนาที่จะหลุดพ้น
อย่างนี้เรียกว่า มีบุญบารมีน้อย บางคนโชคร้ายไปเจอสำนักปฏิบัติที่สอนผิด
ตั้งใจทำเท่าไร ขยันทำเท่าไร ก็ไม่สำเร็จสักที อย่างนี้ก็เรียกว่ามีบุญบารมีน้อย
นักปฏิบัติ : แล้วนักปฏิบัติจะรู้ได้อย่างไรว่าสำนักใดสอนถูก
สำนักใดสอนผิด
อ.ชวยง : อันนี้ก็แล้วแต่ดวง แล้วแต่บุญบารมีของแต่ละบุคคล
เพราะทุกสำนักก็ต้องบอกว่า สำนักของตนสอนถูก อยู่ที่ตัวนักปฏิบัติเองว่าจะเชื่อใคร
ถ้ามาถามผมว่าสำนักของผมสอนถูกหรือเปล่า ผมก็ต้องตอบว่าถูกอยู่แล้ว
|
24. อยากปฏิบัติให้ได้ผล |
นักปฏิบัติ : ดิฉันปรารถนาจะบรรลุมรรคผลในชาตินี้จะปฏิบัติอย่างไรดีคะ
จึงจะได้ผล
อ.ชวยง :
ก่อนอื่นก็ต้องศึกษาวิธีปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องเสียก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก
เพราะถ้าไม่เข้าใจดีแล้ว พอลงมือปฏิบัติจะทำผิดได้ง่าย ถ้าผิดตอนแรกต่อๆ
ไปก็จะผิดตลอด แม้ทำถูกวิธี แต่ไม่เข้าใจถูกต้องดีพอ ก็จะทำได้ผลช้า
เมื่อเข้าใจวิธีปฏิบัติดีแล้ว ก็ลงมือปฏิบัติโดยลองฝึกแต่ละวิธี โดยทั่วไปผลจะเน้นให้ฝึก
๒ วิธี การมีสติอยู่กับการเห็น และ การมีสติอยู่กับกาย
เพราะนำไปใช้ในชีวิติประจำวันได้ง่าย เมื่อเราทำเป็นแล้ว ต่อไปก็ทำความเพียรคือฝึกทำให้มากๆ
ทำบ่อยๆ ทำให้เป็นนิสัย อยู่ที่ไหนก็ทำ ไปที่ไหนก็ทำเรียกว่า ต้องปฏิบัติธรรมเป็นชีวิตจิตใจเลยทีเดียวและเมื่อมีปัญหาก็พยายามแก้ไขด้วยเหตุผล
ถ้าทำอย่างนี้ละก็รับรองได้ผลแน่
|
25. มีสติอยู่กับสมมุติเป็นวิปัสสนาด้วยหรือ |
นักปฏิบัติ : ผมได้ยินมาว่าการทำวิปัสสนาจะต้องมีสติอยู่กับรูป-นาม
ซึ่งเป็นปรมัตถ์ แต่อาจารย์บอกว่า การมีสติอยู่กับสมมุติและความยินดียินร้ายในสมมุติ
ก็จัดเป็นวิปัสสนา ความเห็นไม่ขัดกันหรือครับ
อ.ชวยง : อันที่จริงการมีสติอยู่กับสมมุติแต่ละความยินดียินร้ายในสมมุตินั้น
สามารถจัดอยู่ในการมีสติอยู่กับปรมัตถ์ได้ โดยจัดเป็น การมีสติอยู่กับจิต
เพียงแต่ว่าเราอาศัยเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นสมมุติ มาเป็นสื่อให้จิตหวั่นไหวไปตามอำนาจของกิเลสแล้วเราก็เอาสติดูจิตและทำจิตให้ผ่องใส
เป็นอิสระจากกิเลส เช่นขณะที่ดูโทรทัศน์ จิตใจของเราจะหวั่นไหวยินดียินร้ายไปกับเหตุการณ์ต่างๆ
ที่เป็นสมมุติ เราก็จะดูจิตที่ดีใจเสียใจและละความดีใจเสียใจเหล่านั้น
การปฏิบัติวิปัสสนาแบบอยู่กับสมมุตินี้เราอาจจะจัดเป็น
การมีสติอยู่กับธรรม ก็ได้ เพราะการปฏิบัติวิธีนี้จะทำให้เรารู้แจ้งในธรรมคือ
อริยสัจ ๔ ได้
การที่จะจัดว่าการปฏิบัติธรรมวิธีนี้เป็นการมีสติอยู่กับจิต
หรือเป็นการมีสติอยู่กับธรรม ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเป็นเพียงชื่อเรียก
สิ่งสำคัญอยู่ที่เราปฏิบัติได้ผลหรือไม่เท่านั้น
|
26. โทสะเป็นทุกข์ โลภะเป็นสุขจริงหรือ |
นักปฏิบัติ : ที่บอกว่ากิเลสทำให้จิตเศร้าหมองเป็นทุกข์นั้น ผมก็เห็นด้วยถ้าเป็นความโกรธ
แต่ถ้าเป็นความโลภ เช่น ดีใจ สนุก น่าจะเป็นความสุขมากกว่าผมไม่เห็นว่าจิตเศร้าหมองเลย
อ.ชวยง : ได้ชื่อว่ากิเลสแล้วละก็ทำให้จิตเศร้าหมองทั้งนั้น
แต่เนื่องจากโลภะ เช่น ความดีใจ สนุก อร่อยเป็นสภาพที่มีโทษน้อย เราจึงไม่รู้ศึกว่ามันไม่ดี
แต่ถ้าเราปฏิบัติธรรมอยู่ในขั้นสูง ทำสติสัมปชัญญะให้ได้เกิดขึ้นได้เสมอๆ
จิตของเราก็จะผ่องใสเบิกบาน มีความสุขกว่าเดิม ขณะที่จิตของเราผ่องใสอยู่นั้น
หากมีอารมณ์ที่ดีมากมากระทบ เช่น คนชมว่าเก่ง ทำให้เกิดความดีใจขึ้นมาเราก็จะรู้สึกว่า
ความดีใจนั้นเป็นสภาพที่ไม่ดี ทำให้จิตเศร้าหมอง ทุรนทุราย ความสุขลดลงจากเดิม
ความชอบ ความดีใจ ความสนุก เป็นความสุขของคนทั่วไป
แต่ไม่ใช่ของนักปฏิบัติธรรม
พระพุทธองค์ตรัส แสดงความแตกต่างของกิเลสทั้ง
๓ ชนิดว่า
โทสะ
มีโทษมาก แต่ละได้ง่าย
โลภะ
มีโทษน้อย แต่ละได้ยาก
โมหะ
มีโทษมาก และละได้ยาก
ซึ่งก็เป็นจริง เพราะในการปฏิบัติธรรมเราจะเห็นชัดว่าเมื่อโทสะเกิดขึ้น
เราจะมีทุกข์มาก ทำให้เรารู้สึกตัวได้ง่ายว่ามีกิเลสเกิดขึ้น การดับก็ทำได้ง่าย
แต่เวลาที่โลภะเกิดขึ้น เราจะไม่ค่อยทุกข์ ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกตัว การดับก็ทำได้ยากกว่าดับโทสะ
ส่วนเวลาที่โมหะ เช่น ความฟุ้งซ่านเกิดขึ้น เราจะรู้สึกว่าเป็นสภาพที่แย่มากขณะที่โมหะเกิดเราก็ไม่ค่อยรู้สึกตัว
การดับก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากลำบากมาก
|
27. ความฟุ้งซ่านคืออะไร |
นักปฏิบัติ : ความฟุ้งซ่านหมายถึง การที่จิตนึกคิดไปถึงอดีตหรืออนาคตใช่ไหมครับ
อ.ชวยง : ไม่ใช่หรอกครับ เมื่อก่อนผมก็เคยคิดเช่นนั้น
แต่พอปฏิบัติธรรมจนถึงขั้นที่จิตสงบบ่อยๆ จึงรู้ว่าความฟุ้งซ่านเป็นอย่างไร
ความฟุ้งซ่านเป็นอาการของจิตที่ไม่สงบ
ไม่ตั้งมั่น เป็นสภาพจิตที่กระจัดกระจาย ไม่เป็นระเบียบ ถ้าจิตเปรียบเหมือนเส้นด้าย
จิตที่ฟุ้งซ่านก็เปรียบเสมือนเส้นด้ายที่พันกันยุ่งเหยิง จะดึงออกมาใช้ประโยชน์ก็ทำได้ยาก
ส่วนจิตที่สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ เปรียบเสมือนเส้นด้ายที่ขดอยู่อย่างมีระเบียบ
จะดึงออกมาใช้ประโยชน์ก็ทำได้ง่าย
ลักษณะที่จิตฟุ้งซ่านมากก็คือ
สภาพจิตตอนตื่นนอนใหม่ๆ ยังงัวเงียอยู่ ตอนนั้นจิตจะฟุ้งซ่านมากลักษณะที่จิตไม่ฟุ้งซ่านก็คือ
สภาพจิตที่อยู่ในสมาธิขณะนั้นจิตจะสงบไม่ฟุ้งซ่าน ถ้าจิตของเราไม่สงบไม่ฟุ้งซ่าน
เมื่อนึกคิดไปถึงอดีตและอนาคต ก็จะคิดเป็นระเบียบเป็นเรื่องเป็นราวไม่สับสน
|
28. อดีต อนาคต ไม่มีอยู่จริง |
นักปฏิบัติ : ที่อาจารย์บอกว่า อดีตและอนาคตไม่มีอยู่จริง ปัจจุบันเท่านั้นที่มีอยู่จริง
การเดินทางไปในอดีตหรืออนาคตนั้นทำไม่ได้ หมายความว่าอย่างไรครับ
อ.ชวยง : หมายความว่าสภาวธรรมทุกอย่างเกิดขึ้นที่ปัจจุบันเท่านั้น
ไม่ได้เกิดขึ้นที่อดีตหรืออนาคต เช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ ๑ นาทีที่แล้ว
มันผ่านไปแล้ว เป็นอดีตไปแล้ว เราจะให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอีกไม่ได้
แต่เนื่องจากคนเรามีความจำจึงสามารถบันทึกเหตุการณ์ในอดีตเอาไว้ได้เหมือนกับการบันทึกเทป
ขณะที่เรานึกคิดถึงอดีต ก็เหมือนกับการเอาเทปมาฉายดูเท่านั้น ไม่ใช่ของจริง
ส่วนอนาคตก็เช่นกัน ไม่มีอยู่จริง
เราเพียงแต่จิตนาการเอาเองไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งที่จริงก็เป็นการนึกคิดเท่านั้น
ไม่ใช่ของจริง
ทุกอย่างย่อมเกิดขึ้นที่ปัจจุบันทั้งสิ้น
ที่เราเห็นก็เห็นที่ปัจจุบัน ที่เราได้ยินเสียงก็ได้ยินเสียงปัจจุบัน
ที่นึกคิดไปเองถึงอดีตหรืออนาคตก็นึกคิดที่ปัจจุบัน ที่รู้สึกเกิด ดีใจ
ชอบ ก็เกิดที่ปัจจุบันทั้งสิ้น ถ้าคนเราไม่มีความจำเสียอย่างเดียว
อดีต อนาคต ก็ไม่มี
|
29. ชาติหน้ามีจริงหรือไม่ |
นักปฏิบัติ : อาจารย์เชื่อเรื่องชาติหน้าหรือเปล่าครับ
อ.ชวยง : ตัวผมเองไม่สามารถที่จะยืนยันได้ว่า
ชาติหน้ามีจริงหรือไม่เพราะไม่เคยเห็น ผมจะยืนยันได้ก็เฉพาะในสิ่งที่ผมรู้ผมเองเท่านั้น
เช่น ในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม ผมยืนยันได้ เถียงได้ พิสูจน์ได้
ส่วนเรื่องชาติหน้า เรื่องนรกสวรรค์
คนที่กล้ายืนยันในเรื่องนี้ ก็ยังมีอยู่มาก แม้ในพระไตรปิฎกก็กล่าวไว้ชัดเจนว่ามีอยู่จริง
ถึงผมจะไม่รู้ไม่เห็นว่าชาติหน้ามีจริงหรือไม่
แต่ผมก็เชื่อในเรื่องชาติหน้า เชื่อในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิดก็มีอยู่จริง
ถ้าผมไม่เชื่อว่าชาติหน้ามีจริง เมื่อผมมีทุกข์ อยากจะพ้นทุกข์ ผมก็คงไม่ลงทุนปฏิบัติธรรมให้เสียเวลาหรอก
ฆ่าตัวตายง่ายกว่า
|
30. สงบ เย็น คือนิพพาน |
นักปฏิบัติ : ผมเคยได้ยินว่า นิพพานคือความสงบ เย็น ขณะใดที่เรามีจิตใจที่สงบ
เยือกเย็น ขณะนั้นเราก็มีนิพพานใช่ไหมครับ
อ.ชวยง : จะว่าถูกก็ถูก จะว่าผิดก็ผิด
เพราะการที่จิตใจของเราสงบ เย็น มีได้หลายสาเหตุ ถ้าเรานั่งในห้องแอร์เย็นๆ
ทำใจให้สบาย ไม่คิดไม่กังวลถึงเรื่องราวต่างๆ อย่างนั้นก็สงบเย็นเหมือนกันแต่ไม่ใช่นิพพาน
ถ้าเรานั่งสมาธิเอาสติจดจ่ออยู่กับอย่างใดสักอย่างหนึ่ง
เช่นเอาสติจดจ่ออยู่กับลมหายใจ รับรู้แต่ลมหายใจเข้าออก ไม่สนใจอย่างอื่นเลย
ถ้าเราทำได้ผล จิตของเราก็จะสงบ ตั้งมั่นเป็นสมาธิ อาจจะมีปีติ สุข เกิดขึ้น
รู้สึกเย็นซาบซ่าไปทั่วร่างกาย ทำให้เรามีความยินดี พอใจในสุขนั้น อย่างนี้ก็สงบเย็นเหมือนกัน
แต่ไม่ใช่นิพพาน
แต่ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะคือไม่ยินดียินร้านในอารมณ์ที่มากระทบ
ได้แต่รับรู้เฉยๆ อยู่ในห้องแอร์เย็นๆ ก็รู้ว่าเย็นเฉยๆ ไม่ยินดีในความเย็นนั้น
อยู่ในที่อากาศร้อนอบอ้าว ก็รู้ว่าร้อนเฉยๆ ไม่ยินร้ายในความร้อนนั้น
นั่งสมาธิจนจิตสงบ มีปีติ สุข เกิดขึ้น ก็รู้ว่ามีความปีติ สุข เกิดขึ้น
ไม่ยินดี ในปีติ สุข นั้น ปีติ สุข เสื่อมไปก็รู้ว่ามีปีติ สุข เสื่อมไป
ไม่ยินร้ายในความเสื่อมนั้น ถ้าเราละความยินดียินร้ายในอารมณ์ที่มากระทบ
ได้แต่รับรู้เฉยๆ ในลักษณะนี้ จิตของเราก็จะตั้งมั่นเป็นสมาธิได้เพราะจิตนิ่ง
ไม่หวั่นไหวคล้อยตามอารมณ์ที่มากระทบจิตใจของเราก็จะผ่องใสเบิกบาน ความสงบ
เย็น อย่างนี้จึงจะเรียกว่า นิพพาน ซึ่งนิพพานที่เกิดเป็นครั้งคราวเกิดขึ้นชั่วขณะอย่างนี้เรียกว่า
นิโรธ
ฉะนั้นที่บอกว่าสงบ เย็น
เป็นนิพพานนั้น ต้องดูด้วยว่า สงบ เย็น แบบไหน
|
|