หน้าหลัก ถามตอบปัญหาธรรม

L
i
n
k
  คำถามข้อ 1-10
  คำถามข้อ 11-20
  คำถามข้อ 21-30
  คำถามข้อ 31-40
คำถามข้อ 41-50
คำถามข้อ 51-60
คำถามข้อ 61-73
คำถามทั้งหมด


31. ปฏิบัติธรรมอยู่ที่ไหนก็ทำได้

นักปฏิบัติ :
คนที่ปฏิบัติธรรมถึงขั้นบรรลุมรรคผลแล้ว เขาจะไม่บอกคนอื่นใช่ไหมครับ
อ. ชวยง : นั่นเขาพูดกันเฉยๆ ไม่จริงหรอกครับ อย่างพระพุทธเจ้าก็ยังทรงประกาศเลยว่า พระองค์เป็นพระอรหันต์ และยังตรัสว่า พระองค์ทรงค้นพบวิธีปฏิบัติได้เอง ไม่มีใครสอน คำพูดเพียงบอกว่าตนเองเป็นอริยบุคคลเชียวหรือ
       ที่ว่าบรรลุธรรมแล้วที่ไม่บอกให้คนนั้น คงหมายถึงเฉพาะพระภิกษุสงฆ์เท่านั้น เพราะวินัยของสงฆ์ห้ามบอกคนอื่นว่าตนเองบรรลุธรรมขั้นไหนแล้ว ถ้าบอกก็จะอาบัติ


กลับด้านบน

32. ปฏิบัติธรรมแล้วเบื่อชีวิต

นักปฏิบัติ : พระอริยบุคคลที่สูงกว่า สามารถที่จะรับรู้ว่าใครเป็นอริยะบุคคลที่ต่ำกว่าตนได้ ใช่ไหมครับ เช่นพระสกิทาคามี จะรู้ว่าใครเป็นโสดาบัน
อ. ชวยง : การบรรลุมรรคผลเป็นเรื่องเฉพาะตน ถ้าเราบรรลุมรรคผล เราก็จะรู้ว่าเราคนเดียว คนอื่นย่อมไม่รู้เห็นด้วย ถ้าคนอื่นบรรลุ เราก็ไม่รู้เช่นกัน นอกเสียจากว่าผู้บรรลุธรรมนั้นมีฤทธิ์ สามารถรู้ภูมิธรรมของผู้อื่นได้ อย่างนี้เรียกว่าใครบรรลุธรรมถึงขั้นไหน แต่ถ้าไม่มีฤทธิ์ทำนองนี้ ต่อให้เป็นอรหันต์ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นโสดาบัน
       เเต่พระอริยะที่สูงกว่าอาจจะตรวจสอบภูมิธรรมของพระอริยะกว่าได้ ด้วยการซักถามถึงวิธีปฏิบัติและผลที่ได้รับ อย่างนี้ก็พอจะทราบได้ว่าถึงขั้นไหนแล้วเหมือนกันกับคนที่เรียนจบชั้นมัธยม ก็พอจะรู้ได้ว่าใครจบชั้นประถมมาแล้วบ้าง ด้วยการซักถามภูมิปัญญา ก็อาจจะเข้าใจผิดได้เพราะเป็นเพียงการคาดคะเนเท่านั้น เพราะการทำสมาธิจะทำให้จิตใจผ่องใส เบิกบาน มีความสุข ไม่ช้าความรู้สึกเบื่อหน่ายก็จะหายไปได้


กลับด้านบน

33. ฝึกสมาธิแล้วมีโทสะรุนแรง

นักปฏิบัติ :
ผมมีเพื่อนเป็นนักปฏิบัติธรรมที่เคร่งมาก ปัจจุบันนี้เขารักษาศีล ๘ นั่งสมาธิทุกวัน ดูมีความสุขดี แต่ทำไมบางครั้งเขาจึงโทสะแรงกว่าเดิม
อ. ชวยง : คงเป็นเพราะเขาปฏิบัติไม่ถูกวิธี อาจจะทำแต่สมาธิอย่างเดียว ไม่ได้ทำวิปัสสนา คือไม่มีการฝึกละอุปทาน
       พวกที่ฝึกสมาธิมีอยู่ ๒ ประเภทคือ ประเภทที่ หนึ่งฝึกแล้วสภาพจิตใจดีขึ้นกว่าเดิม กิเลสลดลงกับอีกประเภทหนึ่งฝึกแล้วสภาพจิตใจจะแย่ลง
       พวกที่ฝึกแล้วสภาพจิตใจดีขึ้น ก็เพราะขณะที่ทำสมาธิ เขาจะพยายามละอุปทานด้วย คือเวลาที่เห็นนิมิตเขาก็จะพยายามรับรู้ในนิมิตเฉยๆ ไม่ดีใจ เวลานิมิตเสื่อมไป ก็พยายามทำใจเฉยๆ ไม่เสียใจ เวลามีปีติสุขเกิดขึ้นก็พยายามรับรู้เฉยๆ ไม่เสียใจ วันไหนนั่งสมาธิได้ดีเขาก็พยายามทำใจเฉยๆ วันไหนนั่งสมาธิได้ไม่ดี ก็ไม่ฟุ้งซ่าน เขาก็พยายามทำใจเฉยๆ ไม่เสียใจ แล้วพยายามแก้ไขจิตใจให้หายฟุ้งซ่านด้วยเหตุผล พวกที่ฝึกสมาธิแบบ นี้ เรียกว่าทำวิปัสสนาไปด้วยในตัวเพราะมีการละอุปทาน พวกนี้ฝึกแล้วสภาพจิตใจจะดีขึ้น คือละความยินดียินร้านในอารมณ์ที่มากระทบ พวกนี้ฝึกแล้วสภาพจิตใจจะดีขึ้น โดนยั่วจะโกรธยาก ถ้าฝึกให้เข้มข้นก็จะสามารถบรรลุมรรคผลได้
       ส่วนพวกที่ฝึกแล้วจิตใจแย่ลง ก็เพราะขณะที่ทำสมาธิ เขาไม่ได้ละอุปทาน คือเวลาเห็นนิมิก็ดีใจเมื่อนิมิตเสื่อมก็เสียใจ อยากจะเห็นอีก เวลามีสุขก็ดีใจ สุขเสื่อมก็เสียใจ อยากให้สุขเกิดขึ้นอีก วันไหนทำสมาธิไม่ได้ดีก็ไม่พอใจ รู้สึกหงุดหงิด พวกที่ฝึกแบบนี้เรียกว่า ทำสมาธิอย่างเดียว ไม่ทำวิปัสสนา เพราะติดในสมาธิ ขณะที่เขานั่งสมาธิ เขาจะมีความสุข และพอใจในความสุขนั้น ขณะที่เขาจะรู้สึกว่าจิตใจของเขาบริสุทธิ์มาก ที่เป็นเช่นนี้เพราะธรรมชาติของสมาธิสามารถปิดกั้นกิเลสไม่ให้เข้าปรุงแต่งจิตได้ อันที่จริงความสุขในสมาธิก็เป็นเพียงสุขเวทนาทางใจของเขาเท่านั้น และเมื่อออกจากสมาธิ กิเลสก็จะเข้าปรุงจิตใจได้เหมือนเดิม ถ้าเขาติดในสมาธิคืออยากจะมีความสุขเหมือนตอนที่อยู่ในสมาธิอีก เขาก็เกิดความไม่สบายใจ เพราะตอนนี้เขาไม่ได้ทำสมาธิ เขาไม่ได้รับความสุขอย่างที่เขาต้องการ และยิ่งถ้ามีคนมายั่วให้เขาโกรธ เขาก็จะโกรธรุนแรงมากกว่าปรกติ เพราะเขาติดในสุข อันเกิดจากสมาธินั่นเอง

กลับด้านบน

34. ถ้าอยากได้ก็จะไม่ได้

นักปฏิบัติ : มีบางคนกล่าวว่า ถ้าอยากให้มีวิปัสสนาญาณเกิดขึ้น วิปัสสนาญาณก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะความอยากเป็นกิเลส จริงหรือเปล่าครับ
อ. ชวยง : คำกล่าวนี้ คงไม่ถูกต้องนัก เพราะการที่บุคคลจะทำอะไร ก็ต้องมีความอยากในสิ่งนั้นก่อน เช่น ถ้าเราอยากว่ายน้ำ เราก็ต้องไปหัดว่ายน้ำ ที่เราปฏิบัติธรรม ก็เพราะเราอยากพบบรรลุมรรคผล ถ้าไม่อยาก เราจะทำกันไปทำไม
       แต่การปฏิบัติธรรมต่างกับงานอื่นตรงที่การทำงานอื่นไม่จำเป็นต้องละความอยากคือตัณหา ส่วนการปฏิบัติธรรมเป็นการละตัณหาโดยตรง ขณะที่ละตัณหาได้ ขณะนั้นได้ชื่อว่ากำลังปฏิบัติธรรม ฉะนั้นถ้าผมอยากจะให้มีสติสัมปชัญญะหรือวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นขณะนี้ ผมก็สามารถทำได้โดยการเอาสติไปอยู่กับปรมัตถ์ เช่น เอาสติดูกาย ละความเป็นเจ้าของ


กลับด้านบน

35. อธิฐานจิตดีหรือไม่

นักปฏิบัติ :
ในการปฏิบัติธรรม เราควรอธิฐานจิตขอให้บรรลุมรรคผลในชาตินี้หรือไม่ ดิฉันเห็นบางคนเขาบอกว่าการ อธิฐานไม่ใช่เหตุที่จะบรรลุมรรคผล แต่การปฏิบัติธรรมต่างการที่จะทำให้บรรลุมรรคผล
อ.ชวยง : การอธิฐานจิตเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะเป็นการเพิ่มความตั้งใจ และเป็นการให้กำลังใจตนเอง ถ้าเราไม่อธิฐาน ความตั้งใจในการปฏิบัติธรรมของเราจะเสื่อมถอยลงได้ง่าย ตัวผมเองตอนสวดมนต์ก่อนนอนก็จะอธิบฐานจิตขอให้บรรลุมรรคผลนิพพานภายในชาตินี้ ผมทำอย่างนี้ทุกวัน

กลับด้านบน

36. เป็นโรคนอนไม่หลับ

นักปฏิบัติ :
ผมมีโรคประจำตัวอยู่อย่างหนึ่งคือนอนไม่ค่อยหลับ กว่าจะหลับได้บางทีก็ตั้งตีสามตีสี่ เวลาไม่ทำงานจะรู้สึกง่วงนอนเป็นประจำ ทรมานมาก เวลานั่งสมาธิมักจะเผลอหลับอยู่เสมอ จะมีวิธีแก้ไขอย่างไรครับ
อ.ชวยง : โรคนอนไม่หลับส่วนใหญ่เกิดจากความกังวล ถ้าใครเป็นคนที่ชอบกังวล คิดมาก ก็จะนอนไม่ค่อยหลับ เวลาหลับก็หลับไม่สนิท ฝันเป็นประจำ วิธีแก้ก็คือต้องเลิกเป็นคนคิดมาก เลิกกังวล ถึงเวลานอนจะหลับหรือไม่หลับก็ช่าง พยายามทำใจให้สบาย ถ้านอนไม่หลับ ก็อย่าอยากให้มันหลับ เพราะความอยากจะทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน กังวลหนักยิ่งขึ้นไปอีก ทำใจให้สบาย เลิกคิดเลิกกังวลถึงเรื่องราวต่างๆ ถ้าเลิกคิดเลิกกังวลได้ จิตใจก็จะสบาย เราก็หลับได้เอง
       โดยปรกตินักปฏิบัติที่เป็นโรคนอนไม่หลับมักจะใช้วิธี นอนสมาธิ ช่วย คือขณะที่นอน เราก็ทำสมาธิโดยเอาสติอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก หรือเอาสติอยู่ที่ท้อง ดูอาการที่ท้องพอง-ยุบ หรือเอาสติอยู่ที่กาย ดูท่าทางของกายที่นอนอยู่ก็ได้ ถ้าเรานอนไม่หลับ เราก็ทำสมาธิได้มาก จิตของเราก็จะสงบไม่ฟุ้งซ่าน ทำให้หลับได้ง่าย มีหลายคนทำวิธีนี้ ปรากฏว่านอนหลับได้สนิทดีกว่าเดิม ไม่ค่อยฝันร้าย บางคนต้องกินยานอนหลับทุกวัน วันไหนไม่ได้กินก็จะนอนไม่หลับ พอฝึกนอนสมาธิได้ไม่กี่เดือน ก็สามารถนอนหลับได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้ยานอนหลับอีกต่อไป

กลับด้านบน

37. รู้ได้อย่างไรว่าถูกทาง

นักปฏิบัติ :
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าปฏิบัติถูกทาง
อ.ชวยง : ถ้าเรารู้ทฤษฎีคือรู้ในเหตุในผลของการปฏิบัติดีพอ เราก็สามารถเทียบกับทฤษฎีได้ว่า ทำอย่างไรผิดทาง ทำอย่างไรถูกทาง แต่ถ้าเราไม่รู้ทฤษฎีก็อาจจะสังเกตจากผลของการปฏิบัติได้ คือถ้าเราปฏิบัติถูกทาง กิเลสต่างๆ ในตัวเราจะลดลง เช่น เราจะติดในเรื่องราวต่างๆ น้อยลง จิตหวั่นไหวไปตามสภาพแวดล้อมน้อยลง ความอวดตัวลดลง ความทุกข์ใจน้อยลงถ้าสภาพจิตของเราเป็นไปในลักษณะนี้ ก็เรียกว่าเดินถูกทาง

กลับด้านบน

38. ความรักเป็นกิเลสหรือไม่

นักปฏิบัติ :
ความรักเป็นกิเลสหรือไม่ครับ
อ.ชวยง : ความรักที่เป็นกิเลสก็มี ความรักที่ไม่เป็นกิเลสก็มีครับ ความรักที่เป็นกิเลสจะประกอบด้วยตัณหา เป็นการทำเพื่อตนเอง เช่น แม่ที่รักลูก อยากให้ลูกอ้วนท้วนตามใจตนเอง โดยไม่คำนึงถึงสุขภาพของลูก แม่ที่รักลูกอยากให้ลูกมีอาชีพเป็นหมอ เมื่อลูกอยากเป็นครูก็ไม่ยอม พยายามบังคับให้ลูกเป็นหมอให้ได้ ชายหนุ่มที่รักหญิงสาว อยากให้หญิงสาวรักตอบเมื่อไปรักคนอื่นก็ไม่พอใจ ความรักในลักษณะนี้กิเลส เป็นไปเพื่อสนองตัณหาของตนเอง
       ส่วนแม่ที่รักลูก อยากให้ลูกมีสุขภาพดี ก็พยายามเลี้ยงดูอย่างดี แม่ที่รักลูก สนับสนุนให้ลูกมีอาชีพการงานที่ดีตามลูกถนัด ชายหนุ่มที่รักหญิงสาว เมื่อหญิงสาวไปรักคนอื่นก็ยอมเสียสละเพื่อความสุขของคนที่รัก ความรักอย่างนี้เป็นบุญ ไม่ใช่กิเลส
       คำว่า ความรัก ที่แท้จริง คนทั่วไปมักให้คำจำกัดความว่า ความรักคือความเสียสละ ส่วนในพุทธศาสนา ความรักหมายถึงความเมตตา ซึ่งเป็นบุญไม่ใช่บาป

กลับด้านบน

39. รู้สึกเบื่อเป็นนิพพิทาญาณหรือไม่

นักปฏิบัติ :
ในการปฏิบัติธรรมของผมที่ผ่านมารู้สึกก้าวหน้าดี แต่ช่วงนี้ทำไม จึงรู้สึกเบื่อ ผมถามเพื่อนนักปฏิบัติธรรมด้วยกัน เขาบอกว่าตอนนี้ผมปฏิบัติถึงขั้นนิพพิทาญาณ ซึ่งเป็นญาณที่รู้สึกเบื่อหน่ายในรูปนามไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ครับ
อ.ชวยง : ในการปฏิบัติธรรม ความรู้สึกเบื่อเกิดขึ้นได้จากหายสาเหตุ เช่น ถ้าเราหวังที่จะปฏิบัติให้ได้ผลเร็ว แต่ปฏิบัติไม่ถูกต้องหรือทำความเพียรน้อย ทำให้ได้ผลช้า เราก็อาจจะรู้สึกเครียด รู้สึกเบื่อหน่ายในการปฏิบัติธรรม ความเบื่ออย่างนี้เป็นโทสะ เกิดจากการที่เราปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สมปรารถนา ไม่ใช่นิพพิทาญาณ
       ในบางครั้งเราอาจจะพิจารณาธรรม เช่นนึกถึงความแก่ความตายมากเกินไป จิตก็จะหดหู่ ตัณหาสงบระงับ รู้สึกเบื่อหน่ายในเรื่องราวต่างๆ จะคิดอะไร ทำอะไรก็รู้สึกเบื่อไปหมด ความเบื่ออย่างนี้เกิดจากการพิจารณาธรรม ไม่ได้เกิดจากการทำวิปัสสนา จึงไม่จัดเป็นนิพพิทาญาณ
       ส่วนนิพพิทาญาณ เป็นความรู้สึกเบื่อหน่ายในเรื่องราวต่างๆ เพราะการมีปัญญารู้ความจริง นิพพิทาญาณจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราปฏิบัติธรรมได้ผล คือสามารถทำสติสัมปชัญญะให้เกิดขึ้นได้เสมอๆ เมื่อสติสัมปชัญญะเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็เท่ากับเป็นการสั่งสมปัญญาให้เพิ่มมากขึ้น ตัณหาคือความอยากได้อารมณ์ดีๆ ก็จะลดลงตามลำดับ ถ้าตัณหาลดลงถึงจุดหนึ่ง เราก็จะเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายในเรื่องราวต่างๆ ที่เบื่อเพราะเราไม่สามารถ หาความสุขจากสิ่งเหล่านั้นได้เหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนเราไม่มีปัญญารู้ความจริง จึงหลงเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวต่าง ๆ ภายหลังเมื่อรู้ความจริงแล้ว เราจึงไม่สนุกสนานเพลิดเพลินเหมือนเดิม เปรียบเสมือนคนที่ชอบดูหนังกำลังภายใน ไม่รู้เบื้องหลังการถ่ายทำ ก็ย่อมตื่นเต้นสนุกสนานไปกับเรื่องราวในภาพยนตร์นั้น ต่อมาได้ดูเบื้องหลังการถ่ายทำ จึงรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงการแสดง เป็นเพียงภาพลวงตาที่หลอกลวงคนดูเท่านั้น ภายหลังเมื่อดูหลังกำลังภายในอีก จึงไม่ตื่นเต้นสนุกสนานเหมือนเดิม
       ความรู้สึกเบื่อที่เป็นนิพพิทาญาณนี้ จะมีลักษณะแบบเบื่อเฉยๆ แต่ใจไม่หดหู่เศร้าหมอง ต่างกับความเบื่อที่เกิดจากการพิจารณาธรรม ซึ่งมีความหดหู่ใจเจือปนอยู่ในความเบื่อหน่ายด้วย ถ้าเราปฏิบัติธรรมอยู่ในขั้นนิพพิทาญาณ เกิดความเบื่อหน่ายขึ้น วิธีทำให้หายเบื่อคือเราจะต้องพยายามทำสติสัมปชัญญะ ให้มีกำลังมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อสติสัมปชัญญะมีกำลังแล้ว ความเบื่อก็จะหายไปเอง
       เนื่องจากความเบื่อเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุจึงทำให้นักปฏิบัติเกิดความเข้าใจผิดอยู่เสมอ บางคนปฏิบัติธรรมแล้วเกิดความเครียด เห็นอะไรขัดหูขัดตาไปหมด ก็คิดว่าตนเองปฏิบัติธรรมอยู่ในขั้นนิพพิทาญาณ บางคนพิจารณาธรรมมากเกินไป ทำให้จิตสลดหดหู่ รู้สึกเบื่อหน่ายในชีวิต ก็คิดว่าตนเองปฏิบัติธรรมอยู่ในขั้นนิพพิทาญาณ ฉะนั้นเราจะต้องพิจารณาดูให้ดีว่าความเบื่อที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร จะได้แก้ไขได้ถูกต้อง

กลับด้านบน

40. รู้สึกเฉยไปหมด

นักปฏิบัติ : ดิฉันปฏิบัติธรรมมาได้เดือนเศษ ตอนนี้เห็นอะไรก็รู้สึกเฉยไปหมด ดูโทรทัศน์ก็รู้สึกเฉยๆ เล่นกับลูกก็รู้สึกเฉยๆ มันเฉยผิดปรกติ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด
อ.ชวยง : ในการปฏิบัติธรรม ถ้าสมาธิของเราดีก็จะมีอารมณ์ฌานเกิดขึ้น บางครั้งอาจจะมี ปีติ สุข บางครั้งอาจจะมี อุเบกขา คือมีใจวางเฉยต่ออารมณ์ที่มากระทบ เห็นอะไรก็รู้สึกเฉยไปหมด ไม่ยินดีร้ายในเรื่องราวต่างๆ เลย ใครด่าก็รู้สึกเฉยๆ ไม่โกรธ
       โดยปรกติเวลาที่มีฌานเกิดขึ้น เรามักจะติดในฌาน ไม่สามารถที่จะปฏิบัติธรรมต่อไปได้ เช่นขณะที่เราเจริญสติสัมปชัญญะด้วยการมีสติอยู่กับกาย ถ้ามีปีติเกิดขึ้น เราจะเอาสติไปอยู่กับกายได้ยาก เพราะเราจะมาสนใจใน ปีติ ที่เกิดขึ้นแทน วิธีแก้ไขก็คือให้เราเอาสติดูปีติที่เกิดขึ้นเฉยๆ ไม่ยินดีในปีตินั้น ปีติยังอยู่ก็ให้รู้เฉยๆ อย่าพอใจ ถ้าปีติเสื่อมไปก็อย่าเสียใจ ทำใจเฉยๆ อย่าอยากให้ปีติเกิดขึ้นอีก แล้วเราก็ปฏิบัติธรรมด้วยการมีสติอยู่กับกายต่อไป เมื่อมีอุเบกขาเกิดขึ้นคือรู้สึกเฉยๆ เราก็ดูความเฉยนั้นไปเรื่อยๆ อย่าไปยินดียินร้ายในความเฉยนั่น อย่าสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น อย่าคิดว่าเป็นของแปลก ให้รับรู้ในสภาพธรรมนั้นเฉยๆ ถ้าความเฉยมีอยู่ก็ให้รู้ว่ายังมีอยู่ ถ้าความเฉยเสื่อมไป ก็ให้รู้ว่าความเฉยเสื่อมไป อย่าอยากให้มีความเฉยเกิดขึ้นอีก เมื่อความรู้สึกเฉยๆ นี้หายไปแล้ว เราก็ปฏิบัติธรรมโดยเอาสติอยู่กับกายต่อไป
       ในการปฏิบัติธรรมขั้นสูงๆ มักจะมี ปีติ สุข อุเบกขา เกิดขึ้นเสมอ ก็ให้เรารู้ในเหตุในผลว่าถ้าสมาธิดี สิ่งเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ไม่ใช่ของแปลก อย่าไปยินดีกับสภาพเหล่านี้ เพราะถ้าเรายินดีหรือติดใจ การปฏิบัติธรรมก็จะไม่ก้าวหน้า

กลับด้านบน