หน้าหลัก ถามตอบปัญหาธรรม

L
i
n
k
  คำถามข้อ 1-10
  คำถามข้อ 11-20
  คำถามข้อ 21-30
  คำถามข้อ 31-40
คำถามข้อ 41-50
คำถามข้อ 51-60
คำถามข้อ 61-73
คำถามทั้งหมด


41. บรรลุมรรคผลขณะฟังธรรม

นักปฏิบัติ :
ทำไมในสมัยพุทธกาล คนเราจึงสามารถบรรลุมรรคผลในขณะที่นั่งฟังธรรมได้ แต่เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้
อ.ชวยง : เพราะคนที่เกิดในสมัยนั้นมีบุญบารมีมาก ผู้สอนคือพระพุทธเจ้าก็มีบารมีมาก พระพุทธองค์ทรงทราบว่าควรจะอธิบายอย่างไร ผู้ฟังจึงจะเข้าใจ และปฏิบัติตามได้ ผู้ฟังในสมัยนั้นก็มีบารมีมาก คือมีสมาธิแก่กล้า มีปัญญาดี เมื่อฟังธรรมก็สามารถเข้าใจและปฏิบัติตามได้ การปฏิบัติธรรมเป็นการทำใจ เป็นการทำความรู้สึกให้ถูกต้องเท่านั้นเอง ขณะใดที่เราทำความรู้สึกได้ถูกต้องตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงสอน ขณะนั้นเราก็จะเห็นธรรม คือรู้สภาวะธรรมที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง และถ้าเราทรงสภาวะที่เห็นธรรมนั้นได้อย่างต่อเนื่องจนชัดเจนแจ่มแจ้ง เราก็จะบรรลุมรรคผลในขณะนั้น สาเหตุที่ในปัจจุบันเราไม่สามารถบรรลุมรรคผล ในขณะที่ฟังธรรมก็เพราะผู้สอนมีบารน้อยสอนแล้วเราก็ยังไม่เข้าใจ ผู้ฟังก็มีบารมีน้อย คือมีสมาธิอ่อน มีปัญญาน้อย ฟังธรรมไม่ค่อยเข้าใจ ถึงเข้าใจก็ปฏิบัติตามได้ยาก ถึงปฏิบัติตามได้ ก็ทำให้แนบแน่นและต่อเนื่องได้ยากเพราะสมาธิอ่อน ฉะนั้นคนสมัยนี้จึงไม่สามารถบรรลุมรรคผลใจขณะที่ฟังธรรมได้


กลับด้านบน

42. รู้สึกเฉยๆ เป็นโมหะหรือไม่

นักปฏิบัติ : อาจารย์เคยบอกว่าถ้าเรามองดอกไม้แล้วรู้สึกสวยก็เป็นโลภะ ถ้ารู้สึกไม่สวยก็เป็นโทสะ ถ้ารู้สึกเฉยๆ ไม่ชอบไม่ชัง ก็เป็นโมหะ แต่บางครั้งอาจารย์ก็บอกว่าให้เราพยายามทำใจเฉยๆ อย่างนี้ไม่เป็นโมหะหรือครับ
อ.ชวยง : คำว่า "เฉยๆ" มี ๓ ความหมาย โดยธรรมชาติของคนเรา เวลาที่ได้รับสุขเวทนาคือได้รับอารมณ์ที่น่าพอใจ เช่นมีคนชม กินอาหารรสดี ก็จะมีโลภะเกิดขึ้น ขณะที่ได้รับทุกขเวทนาคือได้รับอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ เช่น โดนคนด่า กินอาหารรสไม่ดี ก็จะมีโทสะเกิดขึ้น ขณะที่ได้รับอุเบกขาเวทนาคือได้รับอารมณ์ที่เป็นกลางๆ ไม่ดีนัก ไม่เลวนัก เราก็จะไม่ใส่ใจ คือไม่ตั้งใจรับรู้ ทำให้เหม่อ ใจลอย ฟุ้งซ่าน ซึ่งการเหม่อ ใจลอย ฟุ้งซ่านนี้ตัดเป็นโมหะ การเฉยแบบนี้เป็นการเฉยแบบไม่รู้เรื่อง เฉยแบบฟุ้งซ่าน เฉยแบบนี้ไม่ดี เป็นกิเลสเรียกว่า เฉยแบบโมหะ
       ในการปฏิบัติธรรมเราจะต้องรู้ชัก คือใส่ใจ ตั้งใจรับรู้ในสิ่งที่มากระทบ แต่พยายามละความยินดียินร้ายในสิ่งที่มากระทบนั้น ถ้าทำอย่างนี้เราจะรู้สึกเฉยๆ เหมือนกัน แต่เป็นการวางเฉยแบบมีปัญญา คือเฉยแบบรู้ชัด แต่ไม่ยินดียินร้าย ไม่หวั่นไหวตาม ไม่คล้อยตามสิ่งที่มากระทบนั้น เฉยแบบนี้ดี เป็นบุญ เป็นทางหลุดพ้น ควรทำให้มาก เฉยแบบนี้เรียกว่า เฉยแบบวิปัสสนา
       ยังมีเฉยอีกแบบหนึ่งเกิดจากการทำสมาธิ เมื่อทำสมาธิอยู่ในฌาน ๔ ก็จะเกิดอารมณ์ที่เรียกว่า อุเบกขา เป็นลักษณะของการวางเฉยซึ่งเกิดจากสมาธิ เฉยแบบนี้ก็ดีเหมือน เป็นบุญ แต่ไม่ใช่ทางหลุดพ้น เฉยแบบนี้เรียกว่า เฉยแบบสมาธิ

กลับด้านบน

43. นั่งสมาธิแล้วฟุ้งซ่าน คิดโน่นคิดนี่

นักปฏิบัติ :
เวลาที่ผมนั่งสมาธิ จะรู้สึกฟุ้งซ่าน คิดถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้อยู่เรื่อย ผมพยายามเอาสติมาอยู่ที่ลมหายใจแล้ว แต่มันก็ไม่ยอมอยู่ ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดีครับ
อ.ชวยง : หลักของการฝึกสมาธิก็คือให้พยายามเอาสติมาจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เรากำหนด ถ้าเผลอนึกคิดไปที่อื่น พอรู้สึกตัวก็ให้รับเอาสติมาจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เรากำหนดอีก ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ การเผลอก็จะลดน้อยลงไปเอง แต่ถ้าจิตมันคิดโน่นคิดนี่ ไม่ยอมหยุด พยายามที่จะให้มันหยุดคิดมันก็ไม่ยอม เราก็อาจจะแก้ไขโดยการเปลี่ยนเอาสติมาจับอยู่ที่ความคิดแทน จ้องดูความคิดไปด้วย ที่จริงแล้ววิธีถูกต้องก็คือ ต้องไม่คิด แต่ดูความคิดเพียงอย่างเดียว จ้องดูความคิดให้เหมือนกับเสือจ้องตะครุบเหยื่อ พอจิตคิดอะไรก็จ้องดูทันที ถ้าทำได้ผลขณะที่เราคิด เมื่อเอาสติจ้องดูความคิด ความคิดก็จะดับไป ให้เราจ้องดูความคิดไปเรื่อยๆ จนจิตเชื่อง ไม่คิดโน่นคิดนี่อีก เมื่อจิตสงบลงแล้วเราก็เอาสติไปจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เรากำหนดเหมือนเดิม ถ้าจิตมันดื้อคิดโน่นคิดนี่อีก เราก็เปลี่ยนมาดูความคิดอีก ทำอย่างนี้เรื่อยไป


กลับด้านบน

44. รู้ว่าไม่ดี แต่ก็ยังทำ

นักปฏิบัติ : ทำไมบางอย่างเรารู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ก็ยังทำ
อ.ชวยง : เพราะมีตัณหาคือมีความอยากอยู่ จึงทำเหมือนกับคนที่ติดยาเสพติด ทั้งๆ ที่รู้ว่ายาเสพติดไม่ดีอยากจะเลิกก็เลิกไม่ได้ ถึงเวลาที่อยากที่เสพขึ้นมาก็ต้องขวนขวายกามาเสพให้ได้ เมื่อไม่ได้เสพก็ทุรนทุราย แต่ถ้าได้เสพคือสนองความอยาก ความทุรนทุรายก็จะหมดไป
นักปฏิบัติ : แล้วทำอย่างไร จึงจะเลิกได้ครับ
อ.ชวยง : ก็ต้องปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมทำให้มีปัญญารู้ความจริง เมื่อรู้ความจริง จิตของเราจะเชื่องเมื่อจิตเชื่อง ตัณหาก็จะอ่อนลง และเมื่อเราทำความเพียรคือ ปฏิบัติธรรมอยู่เสมอๆ ตัณหาก็จะอ่อนกำลังลงตามลำดับ และในที่สุดตัณหาก็จะหมดไปได้คนทั่วไป เปรียบเสมือนคนที่ติดยาเสพติดงอมแงม การปฏิบัติธรรมเปรียบเสมือนการกินยาเพื่อรักษาการติดยาเสพติด เมื่อกินยาอยู่เสมอ ตัณหาคือความอยากเสพยาก็ย่อมลดลงด้วย และในสุดเราก็จะสามารถเลิกติดยาได้ ไม่รู้สึกอยากเสพอีกต่อไป ไม่ต้องทุรนทุรายอีกต่อไป


กลับด้านบน

45. เด็กเกิดมาบริสุทธิ์เหมือนผ้าขาวจริงหรือ

นักปฏิบัติ :
เขาว่ากันว่าเด็กเกิดมาใหม่ๆ จะมีจิตใจที่บริสุทธิ์สะอาดเหมือนผ้าขาวเมื่อเจริญเติบโตขึ้นก็ได้รับสิ่งไม่ดีจากสภาพแวดล้อม ทำให้สภาพจิตใจเปลี่ยนไปไม่บริสุทธิ์เหมือนเดิม ไม่ทราบว่าจริงไหมครับ
อ.ชวยง : ไม่จริงหรอกครับ เด็กทารกมีกิเลสติดตัวมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว เช่น พอคลอดออกมารู้สึกเจ็บ มีโทสะก็ร้องไห้ ได้กินนมมีโลภะคือความพอใจก็เงียบโดยธรรมชาติของเด็กจะมีความฟุ้งซ่านสูงมาก สติน้อย เพราะฉะนั้นเด็กจึงมีอารมณ์อ่อนไหวไปตามสภาพแวดล้อมได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ มีความกลัว ตกใจ ตื่นเต้นได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่

กลับด้านบน

46. พระอรหันต์มีสติอยู่กับปรมัตถ์ตลอดเวลาหรือ

นักปฏิบัติ :
อาจารย์บอกว่าในการปฏิบัติธรรมของเรา เราต้องพยายามมีสติอยู่กับปรมัตถ์ให้ได้แนบแน่น ให้ได้ต่อเนื่องนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าอย่างนั้นพระอรหันต์ ผู้ซึ่งปฏิบัติธรรมสำเร็จแล้ว ก็จะเป็นผู้ที่มีสติอยู่กับปรมัตถ์ตลอดเวลาใช่หรือไม่ครับ
อ.ชวยง : ไม่ใช่ครับ ในการปฏิบัติธรรม การที่เราจะมีสติออยู่กับสมมุติแล้วละความยินดียินร้ายในสมมุติเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ฉะนั้นเราจึงต้องฝึกมีสติอยู่ปรมัตถ์เพราะทำได้ง่ายกว่า แต่เมื่อเราปฏิบัติธรรมสำเร็จ เป็นพระอรหันต์แล้ว เราก็มีสติอยู่กับสมมุติได้เหมือนเดิมจะต่างกันก็ตรงที่เราจะไม่ติดในสมมุติ ไม่มีความยินดียินร้ายในสมมุติอีกต่อไป


กลับด้านบน

47. นั่งสมาธิไม่เกิดปัญญา ต้องเคลื่อนไหวจึงเกิดปัญญาจริงหรือ

นักปฏิบัติ :
ผมเคยได้ยินมาว่าการนั่งสมาธินิ่งๆ ก็จะได้แต่สมาธิ แต่ไม่เกิดปัญญา ต้องมีการเคลื่อนไหวร่างกาย แล้วเอาสติจับการเคลื่อนไหว จึงจะเกิดปัญญา ไม่ทราบว่าจริงหรอไหมครับ
อ. ชวยง : ไม่จริงหรอกครับ ปัญญาจะเกิดหรือไม่เกิดอยู่ที่การทำใจ หรือการทำความรู้สึก ไม่ได้อยู่ที่การเคลื่อนไหวของร่างกาย ถ้าเราเอาสติดูการเคลื่อนไหวของร่างกาย แต่ทำใจไม่ถูก ปัญญาก็ไม่เกิด ถ้าเรานั่งสมาธิแต่ทำใจถูกปัญญาก็เกิดได้ หรือแม้แต่ขณะที่เราใช้ชีวิตตามปกติ เช่นขณะทำงาน ขณะดูโทรทัศน์ ถ้าเราทำใจถูกปัญญาก็เกิดได้ ปัญญานั้นเกิดไม่รู้เวลาไม่เลือกสถานที่ ขณะใดที่เราวางใจชอบ ทำใจถูกขณะนั้นปัญญาเกิด
       พระพุทธองค์เองก็ทรงปฏิบัติธรรมโดยใช้วิธีนั่งสมาธิแบบอานาปาสติ คือมีสติอยู่กับลมหายใจ เมื่อพระองค์วางพระทัยได้ถูกต้อง ญาณปัญญาก็เกิดขึ้น และเมื่อพระปัญญาแก่กล้าก็ทรงบรรลุมรรคผลสำเร็จเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในขณะที่ทรงนั่งสมาธิอยู่นั้น


กลับด้านบน

48. กรรมฐานหมายถึงอะไร

นักปฏิบัติ : คำว่ากรรมฐานหมายถึงอะไรครับ
อ. ชวยง : คำว่ากรรมฐานหมายถึงการปฏิบัติ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น ๒ อย่างคือ
สมถะกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน สมถะกรรมฐานหมายถึงการปฏิบัติเพื่อให้จิตสงบ ซึ่งก็ได้แก่การทำสมาธิ และการพิจารณาธรรมส่วน วิปัสสนากรรมฐานหมายถึงการปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญา คือรู้แจ้งในธรรม วิปัสสนาจะเป็นงานหลักของนักปฏิบัติธรรมเพราะจะทำให้บรรลุมรรคผลนิพาน ส่วนสมถะเป็นเพียงวิธีช่วยลดอุปสรรคของการปฏิบัติธรรมเท่านั้น
โดยปกติถ้ามีนิวรณ์ ๕ รบกวนจิต เช่นรู้สึกฟุ้งซ่าน หงุดหงิด ไม่สามารถทำวิปัสสนาได้
เราก็จะแก้ไขโดยการทำสมาธิให้จิตสงบก่อน แล้วจึงทำวิปัสสนาต่อ ถ้ามีตัณหามาก เช่นอยากมีชื่อเสียง อยากร่ำรวย อยากไปเที่ยวดูหนังดูละคร ไม่สามารถทำวิปัสสนาได้ เราก็แก้ไขโดยการพิจารณาให้จิตสงบก่อน แล้วจึงทำวิปัสสนาต่อโดยปกตินักปฏิบัติธรรมมักจะทำทั้งสมถะ และวิปัสสนาควบคู่กันไปเสมอ

กลับด้านบน

49. โกรธก็รู้ว่าโกรธ เป็นตัวรู้หรือไม่

นักปฏิบัติ :
การที่เราโกรธแล้วมีความรู้สึกตัวว่านี่เรากำลังโกรธอยู่ การรู้อย่างนี้เรียกว่ามี ตัวรู้ หรือ ธาตุรู้ ใช่ไหมครับ
อ. ชวยง : การที่เราโกรธแล้วรู้ว่าโกรธ ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นตัวรู้เสมอไป เพราะคนธรรมดาที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมก็อาจจะรู้อย่างนี้ได้ คำว่าตัวรู้หรือธาตุรู้ที่แท้จริงหมายถึง การรู้ด้วยปัญญา คือรู้สภาวะธรรมตามความเป็นจริงหรือที่เรียกว่ามีสติสัมปชัญญะนั่นแหละ ถ้าเป็นตัวรู้จริงๆ เวลาที่เราโกรธ เมื่อรู้สึกตัวว่าโกรธความโกรธก็จะดับไป อย่างนี้ถึงจะเป็นตัวรู้ที่แท้จริง แต่ถ้าเรารู้สึกตัวว่าโกรธแล้วความโกรธก็ยังปรากฏอยู่ อย่างนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นตัวรู้

กลับด้านบน

50. "ธรรมกาย" มีในพระไตรปิฎกจริงหรือ

นักปฏิบัติ :
มีบางคนกล่าวว่า ธรรมกาย ไม่มีอยู่ในพระไตรปิฎก แต่บางคนกล่าวว่ามีในพระไตรปิฎก ไม่ทราบว่าความจริงเป็นอย่างไรครับ
อ. ชวยง : คำว่า ธรรมกาย มีอยู่ในพระไตรปิฎกครับแต่ความหมายเป็นคนละอย่างกับที่เราเข้าใจกันอยู่ในปัจจุบัน ในพระไตรปิฎก คำว่า ธรรมกาย หมายถึงกายของพระอรหันต์ ผู้ใดเป็นอรหันต์ กายของผู้นั้นได้ชื่อว่า ธรรมกาย ส่วนในปัจจุบันความหมายที่เราใช้กันเป็นอีกอย่างหนึ่ง ทั้งนี้เพราะได้มีคนนำคำนี้มาใช้กับกายทิพย์ซึ่งเป็นภาพนิมิตรในสมาธิ ใครนั่งสมาธิใช้กายทิพย์เป็นอารมณ์ เมื่อสมาธิแก่กล้า เห็นภาพกายทิพย์ปรากฏชัด ก็เรียกว่าผู้นั้นได้ธรรมกาย เพราะคำว่าธรรมกาย ในพระไตรปิฎกหมายถึงกายของอรหันต์ซึ่งต่างกับความหมายในปัจจุบัน ที่เรานำมาใช้กันเรียกชื่อกายทิพย์ ซึ่งเป็นภาพนิมิตรในสมาธิ

กลับด้านบน