หน้าหลัก ถามตอบปัญหาธรรม

L
i
n
k
  คำถามข้อ 1-10
  คำถามข้อ 11-20
  คำถามข้อ 21-30
  คำถามข้อ 31-40
คำถามข้อ 41-50
คำถามข้อ 51-60
คำถามข้อ 61-73
คำถามทั้งหมด


51. หลักคำสอนในพุทธศาสนา

นักปฏิบัติ : หลักคำสอนในที่แท้จริงในพุทธศาสนาคืออะไรกันแน่ครับ ผู้รู้แต่ละท่านกล่าวไม่เหมือนกันเลยผมไม่ทราบว่าจะเชื่อใครดี
อ. ชวยง : ผมก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน เช่น บางคนบอกว่า หลักคำสอนในพุทธศาสนาก็คือ อริยสัจ ๔ บางคนก็บอกว่า คือ มรรค ๘ บางคนก็บอกว่า คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
บางคนก็บอกว่า คือ การละความชั่ว สร้างความดี และทำจิตใจให้ผ่องใส บางคนก็บอกว่า คือ สติปัฏฐาน ๔ ผู้รู้แต่ละท่านก็ให้เหตุผลต่างกันตามความเชื่อของตนเอง
       แต่ถ้าถามผม ผมก็จะตอบว่า หลักคำสอนที่แท้จริงในพุทธศาสนาก็คือ วิธีปฏิบัติมรรคผลนิพพาน ไม่ว่าพระพุทธองค์จะเสด็จไปในที่ใด กิจที่พระองค์ทรงกระทำก็คือ การสั่งสอนให้ผู้คนได้รู้วิธีปฏิบัติธรรมเพื่อการประหารกิเลส เพื่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน
       ส่วนการอธิบายในรายละเอียด จะทรงแสดงแตกต่างกันออกไป ตามความเหมาะสมของผู้ฟังแต่ละประเภท บางครั้งก็ทรงแสดงเรื่องอริยสัจ ๔ บางครั้งก็ทรงแสดงเรื่องมรรค ๘ บางครั้งก็ทรงแสดงเรื่องสติปัฏฐาน ๔ ไม่ว่าจะทรงแสดงเรื่องใดก็ตาม จุดมุ่งหมายหลักก็คือ ให้ผู้ฟังได้รู้ วิธีปฏิบัติให้ได้มรรคผลนิพพาน นั่นเอง


กลับด้านบน

52. พุทธศาสนาเสื่อมลงจริงหรือ

นักปฏิบัติ : อาจารย์มีความเห็นอย่างไร เกี่ยวกับพุทธศาสนาในปัจจุบัน
อ. ชวยง : ปัจจุบันนี้พุทธศาสนาเสื่อมลงมากแล้ว
นักปฏิบัติ : ทำไมอาจารย์ถึงกล่าวอย่างนี้ล่ะครับ ผมก็เห็นคนสนใจธรรมะหันมาปฏิบัติกันมากขึ้น
อ. ชวยง : คนทั่วไปวัดความเจริญของพุทธศาสนาที่จำนวนวัด จำนวนพระสงฆ์ จำนวนผู้ที่ปฏิบัติธรรม ส่วนผมไม่คิดอย่างนั้น ผมเห็นว่าความเจริญของพุทธศาสนาอยู่ที่จำนวนพระอริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบันไปจนถึงพระอรหันต์ สมัยใดมีพระอริยบุคคลมาก
สมัยนั้นพุทธศาสนาก็เจริญมาก อย่างในสมัยพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่ มีพระอริยบุคคลมากมาย ช่วงนั้นก็ถือได้ว่าเป็นความเจริญสูงสุดของพุทธศาสนา สมัยนั้นคงมีวัดอยู่ไม่กี่วัดหรอก หลังจากที่พระองค์ทรงเสด็จดับขันธปรินิพาน พุทธศาสนาก็เสื่อมลงตามลำดับ
       ปัจจุบันนี้ จะมีพระสงฆ์สักกี่รูปที่เป็นพระอริยะมีนักปฏิบัติธรรมสักกี่คนที่ปฏิบัติธรรมสำเร็จเป็นพระอริยบุคคล ผมถามนักปฏิบัติธรรมหลายคน บางคนสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ บางคนติดต่อกับเทวดาได้ ผมถามคนเหล่านั้นว่าปฏิบัติธรรมถึงขั้นไหนแล้วเป็นโสดาบันแล้วหรือยัง เขาก็ตอบว่ายังทุกคนแล้วอย่างนี้ยังกล่าวว่าพุทธศาสนาเจริญอยู่อีกหรือ
นักปฏิบัติ : ผมเคยได้ยินเขากล่าวกันว่า ที่เสื่อมนั้นคือคนเสื่อม ไม่ใช่ศาสนาเสื่อม อาจารย์ว่าจริงไหมครับ
อ. ชวยง : คงไม่จริงหรอกครับ ศาสนาย่อมประกอบด้วยพระสงฆ์และชาวบ้าน พระสงฆ์ก็คน ชาวบ้านก็คน ถ้าคนเสื่อมแล้วศาสนาจะไม่เสื่อมได้อย่างไร ผมว่าทั้งคนทั้งศาสนานั่นแหละเสื่อม แต่ธรรมะต่างหากที่ไม่เสื่อม เพราะธรรมะเป็นความจริงของธรรมชาติ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงค้นพบ ธรรมะไม่ขึ้นอยู่กับเวลาและสถานที่ เมื่อสองพันปีที่แล้วธรรมะเป็นอย่างไร ปัจจุบันธรรมะก็ยังคงเป็นอย่างนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง ผมว่าพุทธศาสนาเสื่อม แต่ธรรมะเท่านั้นที่ไม่เสื่อม


กลับด้านบน

53. ทำงานตามหน้าที่เป็นการปฏิบัติธรรมหรือไม่

นักปฏิบัติ :
ผมเคยได้ยินบางคนบอกว่า ถ้าเราทำงานตามหน้าที่ให้ด้ที่สุดก็เท่ากับเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่งเหมือนกัน ไม่ทราบว่าจริงไหมครับ
อ. ชวยง : การทำงานกับการปฏิบัติธรรมเป็นคนละเรื่องกัน งานบางอย่างเช่น อาชีพฆ่าสัตว์ อาชีพจับสัตว์ขาย เป็นบาป เป็นอกุศลอยู่แล้ว คนที่มีอาชีพแบบนี้แม้จะทำหน้าที่ของตนดีเพียงใดก็ตาม ย่อมเป็นบาป เป็นอกุศลอยู่ดี ส่วนงานทั่วไปเช่นอาชีพค้าขาย เป็นครู
เป็นหมอ คนที่มีอาชีพเหล่านี้แม้จะทำหน้าที่ของตนดีเพียงใด ก็ไม่ได้ชื่อว่าปฏิบัติธรรม เพราะไม่เป็นไปเพื่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน ผมไม่เคยได้ยินเลยว่ามีครูคนไหนที่ทำหน้าที่อย่างดีแล้วบรรลุมรรคผล ผมไม่เคยได้ยินว่ามีหมอคนไหนที่ทำหน้าที่อย่างดีแล้วบรรลุมรรคผล
       แต่ในขณะที่เราทำงานอยู่นั้น เราอาจจะปฏิบัติธรรมควบคู่ไปด้วยก็ได้ โดยการตั้งใจทำงานตามหน้าที่ของตน ไม่ยินดียินร้ายในงานนั้น คือทำงานดีก็ไม่ดีใจถ้างานไม่ดีก็ไม่เสียใจ ได้แต่แก้ไขไปตามเหตุผล ถ้าเราทำอย่างนี้จึงจะได้ชื่อว่าปฏิบัติธรรมในขณะทำงาน อย่างนี้จึงจะบรรลุมรรคผลได้

กลับด้านบน

54. ทำให้มีความสุขตลอดเป็นการปฏิบัติอธรรมหรือไม่

นักปฏิบัติ : ถ้าเราพยายามทำให้มีความสุขเกิดขึ้นตลอดเวลา อย่างนี้ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมหรือไม่
อ. ชวยง : การปฏิบัติใดก็ตาม ถ้าทำให้เรามีความสุขตลอดไป การปฏิบัตินั้นก็คือการปฏิบัติธรรม เพราะการปฏิบัติธรรมเป็นไปเพื่อเข้าสู่ นิพพาน คือเป็นสุขตลอดไป แต่เวลาปฏิบัติเราอาจจะเข้าใจผิด หลงทางได้ เช่นบางคนพยายามให้ตนเองได้รับแต่สุขเวทนาคือให้รับแต่อารมณ์ที่ดี เช่นพยายามกินแต่อาหารอร่อยๆแต่การทำอย่างนี้ไม่สามารถทำให้มีความสุขตลอดไป เราไม่สามารถบังคับให้มีแต่สุขเวทนาได้ มันจะต้องมีทุกขเวทนาเกิดขึ้นบ้างสลับเปลี่ยนกันไป เช่นเวลากินอาหารอาจจะท้องเสีย อยู่ดีๆอาจจะเป็นไข้ ขับรถอาจเจอรถติด
นั่นก็หมายความว่า การหาความสุขโดยพยายามให้ได้รับแต่สุขเวทนานั้นเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เราจึงไม่สามารถมีความสุขตลอดโดยใช้วิธีนี้
       บางคนอาจจะหาความสุขโดยการฝึกสมาธิพยายามทำจิตใจให้สงบ กิเลสจะถูกข่มไว้ความสุขก็เกิดขึ้น บางคนพยายามทำให้สมาธิเกิดต่อเนื่อง ทั้งในขณะที่เคลื่อนไหวอยู่ใน
อิริยบถต่างๆ เพื่อให้มีความสุขตลอด แต่โดยธรรมชาติของจิตนั้นไม่เที่ยง เราไม่สามารถ
ที่จะทำให้สมาธิเกิดตลอดไป บางครั้งจิตจะฟุ้งซ่าน ทำให้เกิดกิเลสขึ้นได้อีก เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถที่จะมีความสุขได้ตลอด
       ส่วนการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เป็นการฝึกไม่ให้ใจขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม คือไม่ว่าจะได้รับสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา เราก็มีความสุขได้ เพราะฉนั้นการวิปัสสนากรรมฐานจึงเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เรามีความสุขตลอดได้ และเมื่อใดที่เรามีความสุขตลอดไปได้ เราก็ได้ชื่อว่าเป็น พระอรหันต์ ไม่ต้องปฏิบัติธรรมอีกต่อไป
       รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ผมเขียนไว้ในภาคผนวกเรื่อง "ความสุข ๓ อย่าง" อยู่ในหนังสือ " วิธีปฏิบัติให้ได้มรรคผลนิพพาน" ลองไปอ่านดูนะครับ

กลับด้านบน

55. แรงดลใจที่ทำให้แต่งหนังสือ

นักปฏิบัติ :
มีแรงดลใจอะไรที่ทำให้อาจารย์แต่งหนังสือ "วิธีปฏิบัติให้ได้มรรคผลนิพพาน"
อ. ชวยง : ผมเห็นว่าในเมืองไทยยังมีผู้สนใจในการปฏิบัติ เช่นเดียวกับผมอยู่มาก นับแสนคน แต่นักปฏิบัติส่วนใหญ่ เรียกได้ว่าเกือบร้อยเปอร์เซนต์เลยทีเดียว มีความเข้าใจในการปฏิบัติธรรมไม่ถูกต้อง ทำให้ปฏิบัติไม่ได้ผล ผมจึงได้แต่งหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่ออธิบายหลักการ เพื่อให้ผู้สนใจได้ใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติธรรม
นักปฏิบัติ : อาจารย์ไม่กลัวถูกโจมตีจากสำนักอื่นหรือครับ เพราะมีข้อความหลายตอนขัดกับคำสอนของสำนักอื่น
อ. ชวยง : ไม่กลัวหรอกครับ ผมใช้เวลาในการแต่งหนังสือเล่มนี้ ๒ ปี ที่ใช้เวลามาก
ก็เพราะผมไม่ใช่นักเขียน เขียนแล้วต้องแก้ไขหลายหน ตลอดระยะเวลาที่ผมแต่งหนังสือ ผมก็ได้ศึกษาพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยไปด้วย ทั้งนี้เพื่อมิให้ข้อความในหนังสือของผมขัดกับ
คำสอนในพระไตรปิฎก ชาวพุทธเราถือว่า พระไตรปิฎกเป็นหลักสูงสุดของพุทธศาสนา เหมือนกับรัฐธรรมนูญที่ถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ผมเห็นว่าสำนักงานใดสอนขัดกับสำนักงานอื่นก็ไม่เป็นไร แต่อย่าขัดกับพระไตรปิฎกก็แล้วกัน
นักปฏิบัติ : หนังสือเล่มที่สองจะออกเมื่อไรครับ
อ. ชวยง : หนังสือที่เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติธรรมก็คงจะมีเพียงเล่มนี้แหละครับ เพราะจุดประสงค์ของผมต้องการเน้นเรื่องปฏิบัติธรรม ไม่ต้องการให้อ่านมาก เดี๋ยวจะสับสน
ถ้าจะแต่งหนังสือเล่มต่อไปก็คงเป็นหนังสือที่ใช้ประกอบเท่านั้น หนังสือเล่มที่สองคงจะเป็น
ลักษณะถามตอบปัญหาธรรม เพราะคนทั่วไปชอบอ่านหนังสือแนวนี้

กลับด้านบน

56. ปฏิบัติธรรมต้องละความยินดียินร้ายแล้วจะสุขได้อย่างไร

นักปฏิบัติ :
ในการปฏิบัติธรรม อาจารย์บอกว่าต้องละความยินดียินร้าย คนชมก็ไม่ให้ดีใจ อากาศเย็นสบายก็ไม่ให้ชอบ ให้ทำเฉยๆ อย่างนี้จะมีความสุขได้อย่างไรกันครับ
อ. ชวยง : ถ้าคนชมแล้วเราดีใจอากาศเย็นสบายแล้วชอบ อย่างนี้เรามีความสุขก็จริงอยู่ แต่จะทำให้เราติดในคำชม ติดในความเย็นสบายติดในสุขเวทนาต่างๆมากขึ้นภายหลังเมื่อเราได้รับทุกขเวทนา เช่นโดนคนด่า หรืออยู่ในอากาศที่ร้อนอบอ้าว เราก็จะทุกมากขึ้นด้วย เพราะความยินดียินร้าย หรือความดีใจ เสียใจเป็นของคู่กัน ถ้าเรามีความดีใจมากในขณะที่ได้รับสุขเวทนา เราก็เสียใจมาก เมื่อได้รับทุกขเวทนาด้วย แต่เราปฏิบัติธรรม คือฝึกละความยินดียินร้ายในสิ่งต่างๆ สภาพจิตของเราจะมั่นคงขึ้น หวั่นไหวตามสภาพแวดล้อมน้อยลง และในบางครั้งถ้าเราปฏิบัติธรรมได้ผลดี จิตของเราจะนิ่ง ไม่หวั่นไหว ไม่คล้อยตามสภาพแวดล้อม ขณะจิต ของเราจะสงบตั้งมั่นเป็นสติ มีความสุขเกิดขึ้น จากภายใน ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมภายนอก เราจะพบว่าความสุขที่เกิดขึ้นนี้ สุขกว่า ดีกว่า ความสุขที่เกิดจากคนชม สุขกว่า ดีกว่า ความสุขที่เกิดจากการได้กินอาหารอร่อยๆ สุขกว่า ดีกว่า ความสุขที่เกิดจากการฟังเพลงที่ไพเราะ จะเห็นว่าการปฏิบัติธรรมทำให้เรามีความสุข ไม่ใช่ว่าไม่มี เพียงแต่เราต้องละความสุขที่ต่ำก่อน จึงจะพบกับความสุขที่สูงเช่นนี้ได้


กลับด้านบน

57. ดูจิตดูตรงไหน

นักปฏิบัติ :
การมีสติอยู่กับจิต ที่ว่าให้เฝ้าดูจิตนั้น ดูตรงไหน ผมทำไม่ถูก ไม่ว่าจะเอาสติไปจับที่จุดใดของร่างกาย
อ. ชวยง : เนื่องจากจิตเป็นนามธรรม มองไม่เห็นเพราะฉะนั้นการดูจิตก็เป็นเพียงการรับรู้ว่าขณะนี้สภาพจิตเป็นอย่างไร เช่น ถ้าจิตโกรธก็ให้รู้ว่าจิตโกรธ จิตหดหู่ก็ให้รู้ว่าจิตหดหู่ จิตสงบก็ให้รู้ว่าจิตสงบ ไม่ต้องสติไปอยู่ที่จุดใดของร่างกาย ขอเพียงให้รู้สภาพจิตในขณะนั้นว่ารู้สึกอย่างไร ก็พอ
       แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็อาจจะเอาสติไปอยู่ที่บริเวณกลางสมอง หรือจะเอาไปไว้ที่หัวใจก็ได้
เพราะเวลาที่สภาพหัวใจเปลี่ยนแปลง การทำงานของสมอง หรือหัวใจก็อาจเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย แต่จุดประสงค์หลักก็คือให้รู้ว่าสภาพจิตขณะนี้เป็นอย่างไร เท่านี้


กลับด้านบน

58. อยากทำเป็นทุกวิธี

นักปฏิบัติ :
ถ้าเราอยากจะทำสติสัมปชัญญะให้เป็นทุกวิธี จะต้องฝึกไปทีละอย่างๆ เช่นตอนแรกฝึกมีสติอยู่กับกายก่อน ต่อไปก็ฝึกมีติอยู่กับการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น เรื่อยไปจนครบทุกวิธีใช่ไหมครับ
อ. ชวยง : อันที่จริงในการปฏิบัติธรรม เราไม่จำเป็นที่จะต้องทำให้เป็นทุกวิธี จะเลือกทำวิธีที่เราทำได้ง่ายก็ได้ แต่ถ้าเราทำเป็นทุกวิธีก็จะมีข้อดีตรงที่เรามีวิธีเลือกปฏิบัติให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมได้ง่าย เช่นถ้ามีแสงสว่างเราก็มีสติอยู่กับการเห็นได้ แต่ถ้าอยู่ในที่มืดเราต้องเปลี่ยนวิธีอื่นแทน เช่นอาจจะมีสติอยู่กับกายแทน
       ถ้าเราทำเป็นทุกวิธี ก็มีเทคนิคช่วยให้เป็นเร็วอยู่เหมือนกัน วิธีทำก็คือเราจะต้องศึกษาวิธีทำสติสัมปชัญญะของแต่ละวิธีให้เข้าใจดีเสียก่อน แต่การฝึกตอนแรกเราจะเลือกวิธีที่เราถนัดหรือทำได้ง่าย ซึ่งปกติผมจะให้ฝึก ๒ อย่างก่อน คือการมีสติอยู่กับการเห็น และการมีสติอยู่กับกาย เพราะฝึกได้ง่ายกว่าวิธีอื่น ให้เราพยายามฝึกจนชำนาญ สามารถทำสติสัมปชัญญะให้มีกำลังมากได้
       เมื่อเราอยากจะทำวิธีอื่นเป็น ก็ให้ทำสติสัมปชัญญะ ตามวิธีที่เราถนัดก่อน เช่นถ้าฝึกมีสติกับการเห็นเป็น เราก็เอาสติไปอยู่กับการเห็นก่อน ทำจนสติสัมปชัญญะมีกำลังมาก แล้วรีบเปลี่ยนเอาสติไปอยู่ที่อื่น เช่นเอาสติไปอยู่ที่เสียง เราก็จะมีสติสัมปชัญญะอยู่ที่เสียงได้ จะสามารถตามไปปรุงแต่งจิตได้ทุกทวาร เราก็จะมีสติสัมปชัญญะอยู่กับการเห็นได้ดีเมื่อเราเปลี่ยนเอาสติไปอยู่ที่ทวารอื่น สติสัมปชัญญะก็จะตามไปด้วย งานของเราก็คือ ต้องจดจำความรู้สึกในขณะที่มีสติสัมปชัญญะอยู่กับแต่ละทวารว้ามีลักษณะอย่างไร ภายหลังเราก็ฝึกทำความรู้สึกที่เคยจดจำไว้ ด้วยวิธีนี้เราจะสามารถทำติสัมปชัญญะเป็นทุกวิธีโดยใช้เวลาไม่นาน

กลับด้านบน

59. โลภง่ายก็โกรธง่าย

นักปฏิบัติ :
ที่อาจารย์บอกคนที่โลภง่าย ก็โกรธง่ายด้วย ผมเห็นเศรษฐีบางคนก็ความโลภมากทำงานหาเงินทั้งวัน แต่เขาก็สุขสบายดี ไม่ค่อยโกรธ
อ. ชวยง : โดยปกติคนเราเมื่อได้รับสุขเวทนา คือได้รับอารมณ์ที่ดี จึงมีความชอบ ความพอใจ (โลภะ) เกิดขึ้น เมื่อได้รับทุกขเวทนา คือได้รับอารมณ์ที่ไม่ดี จึงจะไม่มีความพอใจ (โทสะ) เกิดขึ้น
       ที่ในแต่ละวันเศรษฐีเขามีโลภะมาก มีโทสะน้อย ก็เพราะเขาพยายามที่จะทำให้ตนเองได้รับสุขเวทนาอยู่เสมอ พยายามปิดกั้นไม่ให้มีทุกขเวทนา เช่นเวลาที่เกิดความไม่พอใจ เขาจะพยายามแสวงหาความสุขเวทนา อาจจะไปอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ เพื่อโทสะจะหายไป มีความสบายใจ (โลภะ) เกิดขึ้นแทน เนื่องจากเศรษฐีมีทรัพย์มากจึงแสวงหาสุขเวทนาได้ง่าย เราจึงเห็นว่าเขามีความสุขมาก มีความทุกข์น้อย แต่ถ้าเศรษฐีนั้นไม่อาจแสวงหาสุขเวทนาได้ เช่นเวลาที่เขาเจ็บป่วยเขาก็มีความทุกข์มากเช่นกัน
       แต่ที่ผมกล่าวว่า คนที่โลภง่าย ก็จะโกรธง่ายด้วยนั้น หมายความว่า ผู้ใดก็ตามที่ดีใจมากเมื่อได้รับสุขเวทนา เขาก็เสียใจมากเมื่อได้รับทุกขเวทนา คนที่เขาเสียใจน้อย เมื่อได้รับทุกขเวทนา ส่วนพระอรหันต์นั้นไม่ดีใจเมื่อได้รับสุขเวทนา จึงไม่เสียใจเมื่อได้รับทุขเวทนา

กลับด้านบน

60. คนแก่สนใจธรรมะกว่าคนหนุ่มสาว

นักปฏิบัติ :
ทำไมคนแก่จึงสนใจธรรมะ ส่วนคนหนุ่มสาวจึงไม่ค่อยสนใจครับ
อ. ชวยง : เพราะหนุ่มสาวยังไม่เห็นทุกข์ ร่างกายแข็งแรง หน้าตาสะสวย จะไปไหนมาไหนก็สะดวก โรคภัยไข้เจ็บก็ไม่ค่อยมี จะหาความสุขด้วยการดูหนังฟังเพลง ก็ทำได้ง่าย เขาแสวงหาความสุขได้ง่าย จึงไม่เห็นความทุกข์
       ส่วนคนแก่ ร่างกายอ่อนแอทรุดโทรม หน้าตาเหี่ยวย่น จะเดินทางไปไหนก็ลำบาก มีโรคภัยอยู่เสมอ ฟังไม่ค่อยได้ยิน จะแสวงหาสุขเวทนาได้ยาก จึงทำให้เห็นความทุกข์ ซึ่งทางออกของคนแก่มีอย่างเดียวคือต้องปฏิบัติธรรม เพราะการปฏิบัติธรรมสามารถทำให้เราเป็นสุขได้แม้ในขณะที่ได้รับทุกขเวทนา

กลับด้านบน