หน้าหลัก ถามตอบปัญหาธรรม

L
i
n
k
  คำถามข้อ 1-10
  คำถามข้อ 11-20
  คำถามข้อ 21-30
  คำถามข้อ 31-40
คำถามข้อ 41-50
คำถามข้อ 51-60
คำถามข้อ 61-73
คำถามทั้งหมด


61. อะไรเป็นตัวกำหนดบาปบุญ

นักปฏิบัติ : ผมเคยได้ยินบางคนบอกว่า การยิงนกตกปลาเป็นบาป แต่บางคนบอกว่า ถ้ายิงนกตกปลาเพื่อเอามากินเป็นอาหาร เพื่อเลี้ยงชีพอย่างนี้ก็ไม่เป็นบาป บางคนบอกว่าโกหกเป็นบาป แต่บางคนบอกว่าถ้าโกหกแล้วไม่ทำให้ใครเดือดร้อน โกหกแล้วทำให้คนอื่นสบายใจขึ้น อย่างนี้ก็ไม่เป็นบาป เขาก็มีเหตุผลดีทั้งสองฝ่าย ผมเลยไม่ทราบว่าจะเชื่อใครดี
อ. ชวยง : เรื่องบาปบุญเป็นเรื่องของกฎแห่งกรรมเป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องที่ใครกำหนดขึ้นได้เอง การวัดบาปบุญ วัดที่เจตสิกคือตัวปรุงแต่งจิต ขณะที่ใดมีมีกุศลเจตสิกปรุงแต่งจิต จิตก็เป็นบุญ เมื่อสั่งจิตให้กายทำงาน งานนั้นก็เป็นบุญ ขณะที่มีอกุศลเจตสิกคือกิเลสปรุงแต่งจิต จิตเป็นบาป เมื่อสั่งจิตให้ทำกายทำงาน งานนั้นก็เป็นบาป
       การที่คนเราอยู่ดีๆ จะไปยิงนกตกปลา ย่อมเป็นไปไม่ได้ จะต้องมีจิตชั่ว หรือจิตที่เป็นบาปสั่งให้กายทำแสดงอาการนั้นออกไป เช่นถ้าเราตกปลาเพื่อความสนุกสนาน แสดงว่าเราตกปลาด้วยอำนาจของ โลภะ หรือเพราะโกรธปลาที่เคยทำร้ายเรา แต่ถ้าเราตกปลาเพื่อเอามากินเป็นอาหารประทังชีวิต อย่างนี้แสดงว่าเราตกปลาด้วยอำนาจของโมหะ เพราะการที่เราทำเช่นนี้ แสดงว่าเราไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม การไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม เป็นมิจฉาทิฐิ (ความเห็นผิด) ซึ่งจัดเป็นโมหะ

กลับด้านบน

62. กล่าวว่าตนเองรู้ธรรมมาก เป็นการอวดตัวหรือไม่


นักปฏิบัติ :
ผมทราบมาว่าการอวดตัว เป็นกิเลสอย่างหนึ่งที่เรียกว่า มามะ ที่อาจารย์บอกว่าตนเองรู้ธรรมมาก อย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นการอวดตัว ไม่ถือว่าเป็นกิเลสหรือครับ
อ. ชวยง : คำพูดก็อย่างหนึ่ง กิเลสก็อย่างหนึ่ง เป็นคนละอย่างกัน คุณคิดว่าการที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าพระองค์ทรงเลิศ
กว่ามนุษย์และเทวดาทั้งปวง อย่างนี้พระพุทธองค์ทรงกล่าวด้วยความอวดตัว หรือทรงกล่าวตามความเป็นจริง
นักปฏิบัติ : ทรงกล่าวตามความเป็นจริงครับ
อ. ชวยง : ถ้าอย่างนั้นการกล่าวตามความเป็นจริงก็อย่างหนึ่ง การกล่าวด้วยการอวดตัวก็อย่างหนึ่ง เป็นคนละอย่างกัน บางครั้งผมพูดด้วยความอวดตัว ผมก็รู้อยู่ว่าพูดด้วยความอวดตัว บางครั้งผมพูดด้วยความเป็นจริงด้วยใจที่ปกติ ไม่มีกิเลส ผมก็รู้ว่าพูดตามความเป็นจริงด้วยใจที่ปกติ ไม่มีกิเลส บางครั้งผมไม่ได้พูดอะไร แต่มีกิเลสเกิดขึ้น ผมก็รู้ว่ามีกิเลสเกิดขึ้นบางครั้งผมนั่งอยู่เฉยๆ ไม่มีกิเลสเกิดขึ้น ผมรู้ว่าไม่มีกิเลสเกิดขึ้น ฉะนั้น กิริยาท่าทาง หรือคำพูดไม่ใช่ตัวบอกว่าขณะนั้นมีกิเลสเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะกิเลสเกิดขึ้นที่ใจ

กลับด้านบน

63. การปฏิบัติธรรมมีประโยชน์ในทางโลกหรือไม่

นักปฏิบัติ :
การปฏิบัติธรรมสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทางโลกได้ไหมครับ
อ. ชวยง : ช่วยได้มากมายมหาศาลเลยทีเดียว เพราะการปฏิบัติธรรมเป็นการฝึกให้ สติ สมาธิ และปัญญามีกำลังมากขึ้น ทำให้กิเลสอ่อนกำลังลง ในการทำงานทางโลกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการงานใดก็ตาม ย่อมต้องอาศัย สติ สมาธิ และปัญญาทั้งสิ้น ถ้าสิ่งเหล่านี้มีกำลังมาก การทำงานก็ย่อมมีประสิทธิภาพดีขึ้น
       ส่วนอุปสรรคในการทำงานก็คือ ความขี้เกียจ ความเบื่อ เซ็ง โกรธ โลภ
ตื่นเต้น ความกังวล ความฟุ้งซ่าน
ซึ่งอารมณ์เหล่านี้เป็นกิเลสทั้งสิ้น ถ้ากิเลสเบาบางลง การทำงานก็จะประสบผลสำเร็จมากขึ้น ถ้าเราขี้เกียจ การงานก็ช้าลง ถ้าเราตื่นเต้น การทำงานก็ไม่ประณีต ถ้าเรากังวลก็จะเกิดความเครียดได้ มีนักบริหารหลายคนตัดสินใจผิดพลาดเพราะอารมณ์โกรธเพียงชั่ววูบ ทำให้งานเสียหายหลายล้านบาทเลยทีเดียว ผมไม่เคยเห็นการทำอะไรที่ลงทุนน้อยแต่ได้ประโยชน์มากเท่าการปฏิบัติธรรมเลย

กลับด้านบน

64. สอนต่างกันแต่จุดหมายเดียวกัน

นักปฏิบัติ :
สำนักปฏิบัติธรรมแต่ละสำนักอาจจะมีวิธีปฏิบัติที่แตกต่างกัน แต่ก็สามารถถึงจุดหมายเดียวกันคือบรรลุมรรคผลนิพพานได้เหมือนกันใช่ไหมครับ
อ. ชวยง : ผมได้ยินหลายคนพูดอย่างนี้ คำพูดนี้จะบอกว่าถูกก็ได้ ผิดก็ได้ แล้วแต่การขยายความ
คำพูดนี้จะถูกต้อง ถ้าวิธีปฏิบัติที่ต่างกันนั้น ตั้งอยู่บนหลักการอย่างเดียวกัน การที่บุคคลจะบรรลุมรรคผลนิพพานได้นั้น จะต้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หรือที่เรียกว่าสติปัฏฐาน ๔ คือ การมีสติอยู่กับกาย การมีสติอยู่กับเวทนา การมีสติอยู่กับจิต และการมีสติอยู่กับธรรม จะเห็นว่าวิธีปฏิบัติมีถึง ๔ วิธี แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ตาม ย่อมสามารถทำให้บุคคลบรรลุมรรคผลนิพพานได้ทั้งนั้น
       แต่ถ้าใครกล่าวว่า การรักษาศีล ๘ ให้บริสุทธิ์หรือการทำสมาธิให้แก่กล้า ก็จะสามารถมรรคผลนิพพานได้เหมือนกัน ผมก็จะบอกว่า ไม่มีทาง เพราะศีล หรือสมาธิ ไม่ใช่เหตุปัจจัย ที่จะทำให้บรรลุมรรคผลนิพพาน
       สำนักส่วนใหญ่สอนให้คนรักษาศีล ๘ สอนให้สอนทำสมาธิ แต่ไม่สอนให้ทำวิปัสสนา เมื่อคุณยืนอยู่ริมคลองฝั่งนี้ อยากไปยังฝั่งตรงข้าม คุณก็ต้องว่ายน้ำไป จะว่ายท่าผีเสื้อ ท่ากบ หรือท่าฟรีสไตล์ก็ได้ ไม่ว่าจะว่ายท่าไหนก็ถึงจุดหมายเหมือนกัน แต่ถ้าคุณบอกว่า วิ่งออกกำลังให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ก็จะสามารถข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามได้เหมือนกัน ผมก็จะบอกว่า ไม่มีทาง


กลับด้านบน

65. โกรธง่าย หงุดหงิดง่าย จะแก้ไขอย่างไร

นักปฏิบัติ :
ดิฉันมีนิสัยเป็นคนโกรธง่าย หงุดหงิดง่าย ไม่ทราบว่าจะแก้ไขอย่างไรคะ
อ. ขวยง : ควรฝึกแผ่เมตตาให้มาก เพราะการแผ่เมตตาจะทำให้จิตใจเยือกเย็นขึ้น
นักปฏิบัติ : แผ่เมตตาทำอย่างไรคะ
อ. ขวยง : การแผ่เมตตา ทำได้โดยให้เราทำใจ ตั้งใจเอาไว้ว่า เราจะเป็นมิตรกับสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เทวดา หรือสัตว์เดรัจฉาน เราจะมีเมตตากับทุกคนไม่ว่ามิตรหรือศัตรู จะให้อภัยแก่เขาเหล่านั้น จะปรารถนาดีกับเขาเหล่านั้น ให้เราทำใจไว้อย่างนี้เสมอ เมื่อเราเดินไปพบใครก็แผ่เมตตา ปรารถนาดีกับเขา ขอให้เขามีความสุข เมื่อมีคนมาทำให้โกรธ ทำให้ไม่พอใจก็ละอารมณ์เหล่านั้นเสีย ด้วยการให้อภัยเขา มีเมตตาต่อเขา ไปที่ไหนก็ทำ เจอญาติพี่น้องก็แผ่เมตตา เจอมิตรหรือศัตรูก็แผ่เมตตา เจอคนที่ชอบหรือชัง ก็แผ่เมตตา เจอสุนัข แมว หนู จิ้งจก มด ยุง ก็เมตตาเรียกว่าเห็นอะไร ก็แผ่เมตตาให้หมด เมื่อเราฝึกแผ่เมตตาอย่างนี้อยู่เสมอๆ สภาพจิตของเราก็จะเปลี่ยนไป จากคนที่โกรธง่าย หงุดหงิดง่าย กลายเป็นคนโกรธยากหงุดหงิดยากแทน


กลับด้านบน

66. เป็นอรหันต์ต้องบวชภายใน ๗ วันจริงหรือ

นักปฏิบัติ :
มีหลายคนกล่าวกันว่า ถ้าผู้ใดปฏิบัติธรรม สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว จะต้องบวชภายใน ๗ วัน มิฉะนั้นจะต้องตาย ไม่ทราบว่าจริงไหมครับ
อ. ชวยง : ผมก็เคยได้ยินหลายคนพูดอย่างนี้ ผมพยายามค้นหาในพระไตรปิฎกก็ไม่มีความกล่าวไว้อย่างนี้ ผมคิดว่าไม่เป็นความจริง เพราะการปฏิบัติธรรมเป็นไปเพื่อความอยู่ง่าย ทำไมเป็นพระอรหันต์จึงลำบากกว่าคนทั่วไป คือต้องบวชจึงจะมีชีวิตอยู่ได้
       หลวงพ่อเทียน ซึ่งได้รับฉายาว่า ปรมาจารย์แห่งการเจริญสติ ท่านก็ยืนยันว่าท่านพ้นทุกข์ตั้งแต่ครั้งเป็นฆราวาส และอยู่ในเพศฆราวาสอีกหลายปี จึงออกบวช
       ที่กล่าวกันว่าเป็นอรหันต์ ถ้าไม่บวชจะต้องตายภายใน ๗ วันนั้น อาจมีสาเหตุมาจากข้อความในพระไตรปิฎกตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระพุทธบิดาคือพระเจ้าสุทโธทนะ ซึ่งทรงประชวรหนัก พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม จนพระเจ้าสุทโธทนะ ทรงบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ต่อมาอีก ๗ วัน พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ จากใจความตรงนี้ผู้อ่านจึงสรุปเอาว่า ใครที่เป็นอรหันต์ ถ้าไม่บวชภายใน ๗ วัน ก็จะต้องตาย ซึ่งอันที่จริงพระเจ้าสุทโธทนะทรงประชวรหนักอยู่แล้ว ไม่ว่าทรงได้เป็นพระอรหันต์หรือไม่ว่าก็ตาม ก็ต้องสิ้นพระชนม์อยู่ดี


กลับด้านบน

67. เป็นอรหันต์กรรมตามไม่ทันจริงหรือ

นักปฏิบัติ :
ผมเคยได้ยินว่าเมื่อเป็นพระอรหันต์แล้วกรรรมจะตามไม่ทัน เรื่องนี้จริงไหมครับ
อ. ชวยง : คงไม่จริงหรอกครับ อย่างไรสมัยพุทธกาลก็มีตัวอย่างให้เห็น เช่น พระพุทธองค์ก็ทรงถูกพระเทวทัตทำร้ายถึงกับทรงห้อพระโลหิตที่พระบาท ที่พระองค์ทรงได้รับวิบากร้ายเช่นนี้เป็นผลของกรรม
       พระโมคคัลลานะถูกทำร้ายถึงกับกระโหลกศีรษะแตกละเอียดก็เพราะผลของกรรมที่ทำมาในอดีตชาติ
       ที่ว่ากรรมตามไม่ทันพระอรหันต์นั้นคงหมายถึง ผลกรรมไม่มีผลต่อสภาพจิตใจของพระอรหันต์ จะมีผลก็เฉพาะแต่ทางร่างกายเท่านั้น


กลับด้านบน

68. คนร้อยคนปฏิบัติธรรมบรรลุมรรคผลทั้งร้อยคนจริงหรือ

นักปฏิบัติ :
อาจารย์ได้เขียนไว้ที่ปกหลังของหนังสือ วิธีปฏิบัติให้ได้มรรคผลนิพพาน ว่า "คนร้อยคนหัดว่ายน้ำ ย่อมว่ายเป็นทั้งร้อยคนฉันใด คนร้อยคนปฏิบัติธรรม ย่อมบรรลุมรรคผลทั้งร้อยคนฉันนั้น" ข้อความนี้จะเป็นจริงไปได้หรือครับ ผมเห็นนักปฏิบัติส่วนใหญ่ปฏิบัติธรรม กันมาทั้งนาน ก็ยังไม่มีวี่แววที่จะบรรลุมรรคผลเลย
อ. ชวยง : ข้อความนี้ผมกล่าวไปตามความเป็นจริง ไม่ได้กล่าวลอยๆ อย่างไม่มีเหตุผล พระพุทธองค์เองก็ได้ ทรงยืนยันในเรื่องนี้ไว้ว่า บุคคลที่ไม่ทำกรรมชั่วหนักถึง
ขั้นอนันนตริยกรรม ( กรรมหนัก เช่น ฆ่าบิดา มารดา หรือทำร้ายพระพุทธเจ้า ) มีความปรารถนาจะได้มรรคผลนิพพาน ได้ลงมือปฏิบัติธรรม ทำความเพียรไม่ย่อหย่อน อย่างช้าไม่เกิน ๗ ปี จะต้องได้เป็นพระอนาคามีหรือไม่ก็เป็นพระอรหันต์แน่นอน แต่ถ้าเป็นคนที่มีบุญบารมีมาก ก็สามารถสำเร็จได้ภายใน ๗ วัน
       ในการปฏิบัติธรรมของผมเอง ผมก็ได้เห็นความจริงว่า เมื่อสร้างเหตุอย่างไรย่อมได้รับผลอย่างนั้น ขณะใดที่ผมขาดสติสัมปชัญญะ จิตย่อมยินดียินร้ายไปตามอารมณ์ที่มากระทบ ขณะใดที่ผมมีสติสัมปชัญญะ จิตย่อมไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่มากระทบ ขณะใดที่จิตฟุ้งซ่าน จิตย่อมไม่สงบ มีความทุกข์ขณะใดที่จิตเป็นสมาธิ จิตย่อมสงบ มีความสุข ช่วงใดวางใจได้ถูก การปฏิบัติธรรมก็ก้าวหน้า ช่วงใดวางใจไม่ถูก การปฏิบัติธรรมก็จะไม่ก้าวหน้า ช่วงใดปฏิบัติธรรมด้วยสมาธิที่แรง การปฏิบัติธรรมก็จะก้าวหน้าเร็ว ช่วงใดปฏิบัติธรรมด้วยสมาธิที่อ่อน การปฏิบัติธรรมก็จะก้าวหน้าช้า สภาพธรรมเหล่านี้จะเป็นธรรมชาติที่ตายตัว ไม่มียกเว้น เหมือนกับการที่เราปล่อยเหรียญจากมือปล่อย ๒๐๐ ครั้ง ก็ต้องตกลงพื้นทั้ง ๑๐๐ ครั้ง ไม่มีครั้งไหนที่เหรียญจะลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ในการปฏิบัติธรรมเวลาที่เราโกรธ แล้วอยากจะหายโกรธ เราก็พยายามทำสติสัมปชัญญะให้เกิดขึ้น ถ้าสติสัมปชัญญะเกิดขึ้น ความโกรธก็จะดับไปเป็นธรรมดา เป็นอย่างนี้ทุกครั้งไป ไม่มียกเว้น แต่ถ้าเราไม่สามารถทำสติสัมปชัญญะให้เกิดขึ้นได้ ความโกรธก็ยังคงปรากฏอยู่ เป็นธรรมดา สภาพธรรมเหล่านี้จะเป็นของตายตัว ไม่มียกเว้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะอยู่ที่วัด อยู่ที่บ้านเมื่อปีที่แล้ว หรือเดี๋ยวนี้ สภาพธรรมเหล่านี้ก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เพราะผมเห็นธรรมชาติว่าเป็นอย่างนี้ ผมจึงมองไม่เห็นเลยว่าคนร้อยคนปฏิบัติธรรม จะมีคนที่ไม่สามารถบรรลุมรรคผลได้ คุณคิดว่าถ้าเรานำคนร้อยคน มาหัดว่ายน้ำ จะสักคนหนึ่งไหมที่ว่ายไม่เป็น

นักปฏิบัติ :
แต่การปฏิบัติธรรม ไม่เหมือนกับการหัดว่ายน้ำนี่ครับ
อ. ชวยง : การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกับการฝึกหัดทุกชนิดในโลกนี้ การที่เราจะฝึกหัดทำอะไรสักอย่างหนึ่งให้สำเร็จได้ จะต้องอาศัยเหตุ ๓ ประการ
๑. อยู่ในวัสัยที่จะทำได้
๒. ฝึกหัดตามวิธีที่ถูกต้อง
๓. ทำความเพียร

       เช่นถ้าเราจะหัดว่ายน้ำ เราต้องอยู่ในวิสัยที่จะว่ายได้ คือ ต้องมีมือเท้าดี ร่างกายแข็งแรง ถ้าแขนขาดขาขาดก็ไม่อยู่ในวิสัยที่จะฝึกได้ เมื่อลงมือฝึกก็ต้องฝึกให้ถูกวิธี ถ้าฝึกไม่ถูกต้องก็ไม่เกิดผล ในการหัดว่ายก็ต้องรู้หลักว่า เอาศีรษะขึ้นให้จมูกพ้นน้ำ ใช้มือ และเท้าพยุงตัวไม่ให้จม ถ้าเราว่ายไม่ถูกหลักคือเอาศีรษะจมน้ำเอาเท้าชี้ฟ้า อย่างนี้ก็ไม่มีทางว่ายเป็น ถ้าเรารู้หลักที่ถูกต้องแล้ว แต่ไม่ทำความเพียรคือไม่ฝึกมาก ๆ ไม่ฝึกบ่อย ๆ ก็จะไม่ได้ผล เช่น หัดว่ายน้ำวันละ ๑ นาทีทุกวัน อย่างนี้ฝึกกี่ปี ๆ ก็ไม่ได้ผล หรือหัดครั้งละ ๑ ชั่งโมง เดือนละ ๑ ครั้ง อย่างนี้ก็ว่ายไม่เป็นอยู่ดี
       ในการปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน คนที่ไม่อยู่ในวิสัยที่จะปฏิบัติธรรมสำเร็จก็คือคนที่ทำกรรมหนักถึงขั้นอนันตริยกรรม คนบ้า คนปัญญาอ่อน ส่วนพวกเราอยู่ในวิสัยที่จะปฏิบัติธรรมได้สำเร็จทุกคน ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่าการฝึกหัดให้ถูกวิธี เพราะนักปฏิบัติธรรม ส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง ชาวพุทธไม่น้อยที่เข้าใจไปว่าการรักษาศีล การสวดมนต์คือการปฏิบัติธรรม บางคนเข้าใจว่าการทำสมาธิอย่างที่ทำกันอยู่ทั่วไปเป็นการปฏิบัติธรรม เมื่อเข้าใจผิด ทำผิดวิธีอย่างนี้แล้ว จะให้บรรลุมรรคผลได้อย่างไรกัน ปัจจุบันนักปฏิบัติธรรม ทำความเพียรมาก บางคนทำทุกวัน วันละหลายชั่วโมงแต่ก็ไม่ได้ผล ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ ปฏิบัติไม่ถูกวิธีนั่นเอง


กลับด้านบน

69. ต้องบรรลุธรรมก่อนจึงสอนผู้อื่นได้จริงหรือ

นักปฏิบัติ :
การที่เราจะสอนธรรมะให้แก่ผู้อื่น ตัวเราเองต้องบรรลุธรรมก่อนใช่ไหมครับ
อ. ชวยง : เรื่องการสอนธรรมะกับการบรรลุธรรมเป็นคนละเรื่องกัน บางคนถึงจะบรรลุธรรมแล้วก็ไม่สามารถที่จะสอนคนอื่นได้ ทั้งนี้เพราะถ่ายทอดไม่เป็น ส่วนบางคนรู้หลักธรรม สามารถสอนคนอื่นให้บรรลุธรรมได้ ทั้งๆ ที่ตนเองก็ไม่ได้บรรลุธรรมแต่อย่างใด
       พระปัจเจกพุทธเจ้าได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้นพบวิธีปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง ไม่มีใครสอน แต่พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ไม่สามารถสอนธรรมะให้คนทั่วไปบรรลุธรรมได้ เพราะสอนไม่เป็น
       ในครั้งพุทธกาล พระบางรูปสอนให้ผู้อื่นเป็นพระอรหันต์ไปตั้งมากมาย ทั้งๆ ที่ตนเองก็ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์เลย เรียกว่า สอนเป็นแต่ทำไม่เป็น พระอรหันต์บางรูปก็สอนคนอื่นไม่ได้ เรียกว่า ทำเป็นแต่สอนไม่เป็น

กลับด้านบน

70. ปฏิบัติธรรมไม่มีอาจารย์ควบคุมจะบ้าหรือไม่

นักปฏิบัติ :
ผมเคยได้ยินมาว่า ถ้าเราปฏิบัติธรรมโดยไม่มีอาจารย์ควบคุมอาจจะเป็นบ้าได้ ไม่ทราบว่าจริงไหมครับ
อ. ชวยง : ผมเคยได้ยินหลายคนพูดอย่างนี้ การที่จะเป็นบ้าหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติถูกวิธีก็ไม่บ้า ถ้าปฏิบัติผิดวิธีก็อาจจะบ้าได้ ที่ว่าปฏิบัติผิดวิธีก็คือ ไม่รู้จักวิธีที่ถูกต้อง ไม่รู้จักการปล่อยว่าง เช่น เมื่อนั่งสมาธิเห็นนิมิต พอลืมตาก็เห็นนิมิตอีก ทำให้เกิดความกลัว ตกใจจนเป็นบ้าไปก็มี
นักปฏิบัติ : แล้วถ้าเราเห็นนิมิตอย่างนี้ เราควรจะปฏิบัติอย่างไรครับ
อ. ชวยง : ก็ใช้หลักของวิปัสสนา คือ รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่อย่ายินดี ยินร้ายในสิ่งนั้น ถ้าเราหลับตาแล้วเห็นนิมิต ก็ตั้งใจรับรู้ในนิมิต แต่อย่ายินดียินร้ายในนิมิต นิมิตเป็นอย่างไรก็ให้รู้ไปตามนั้น ถ้าลืมตาแล้วยังเห็นนิมิตต่ออีก ก็ให้รู้ชัดในนิมิต อย่ายินดียินร้าย นิมิตดีก็อย่าชอบ นิมิตไม่ดีก็อย่าชัง ทำใจเฉยๆ ถ้าอยากให้นิมิตหายไป แต่นิมิตไม่ยอมหาย ก็ช่างมัน อย่าตื่นเต้นตกใจ ทำใจเฉยๆ ถ้าเราไม่ตื่นเต้น ไม่ตกใจ ทำจิตใจให้สงบ นิมิตก็จะหายไปเอง การทำอย่างนี้เป็นการละอุปาทาน เป็นการทำใจ เป็นการปล่อยวาง เรียกว่าปฏิบัติถูกวิธีไม่ว่าจะมีอาจารย์คุม หรือไม่มีอาจารย์คุมก็ไม่เป็นบ้าแน่นอน

กลับด้านบน

71. ความรู้ทางโลกเป็นวิชชาหรือไม่

นักปฏิบัติ :
ผมเคยได้ยินมาว่า ความรู้ทางโลกทั้งหลายล้วนเป็นอวิชชาทั้งสิ้น มีธรรมะเท่านั้นที่ไม่ใช่อวิชชา คำกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่ครับ
อ. ชวยง : คงไม่ถูกต้องหรอกครับ คำว่า อวิชชา หมายถึงการรับรู้สภาวธรรมผิดจากความจริง เช่น เข้าใจว่าความอร่อยมีอยู่ในอาหาร ความเข้าใจเช่นนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด เป็นอวิชชา เพราะที่จริงแล้วในอาหารมีแต่รสชาติ เปรี้ยว หวาน เค็ม จืด ฯลฯ เท่านั้น ส่วนความรู้สึกอร่อย เป็นกิเลสที่เข้าปรุงแต่งจิตในขณะที่เรารับรู้รสเท่านั้นเอง อวิชชามีความหมายตรงข้ามกับคำว่า ปัญญา อวิชชาเป็นกิเลส เป็นบาป ปัญญาเป็นบุญ ส่วนความรู้ทางโลก เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ประวัติ ศาสตร์ ความรู้เหล่านี้เรียกว่า ความรู้ เฉยๆ ไม่ใช่อวิชชา หรือปัญญา ความรู้นี้เป็นกลาง ไม่เป็นบาป ไม่เป็นบุญ
       พระอรหันต์ไม่มีอวิชชา แต่อาจมีความรู้ทางโลก เช่น มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทางคณิตศาสตร์ได้


กลับด้านบน

72. วิสุทธิเทพมีจริงหรือไม่

นักปฏิบัติ :
เขากล่าวกันว่ามีสวรรค์อยู่ชั้นหนึ่งเป็นชั้นของ วิสุทธิเทพ เป็นที่อยู่ของพระอรหันต์ทั้งหลาย คือพระอรหันต์เมื่อตายไป ก็จะไปเกิดเป็นวิสุทธิเทพอยู่บนสวรรค์ชั้นนี้ เขาว่าสวรรค์ชั้นนี้ก็คือ วิสุทธิเทพ นี้มีอยู่ในพระไตรปิฎก เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่ครับ
อ. ชวยง : คำว่า "วิสุทธิเทพ" นี้มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก แต่ไม่ได้หมายความถึงเทวดาจริง ๆ เป็นเพียงคำเปรียบเทียบเท่านั้น พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า เทวดามีอยู่ ๓ ประเภทคือ

๑. สมมุติเทพ เทพโดยสมมุติ หมายถึงพระราชา
๒. อุบัติเทพ เทพโดยกำเนิด หมายถึงเทวดาทั้งหลาย
๓. วิสุทธิเทพ เทพโดยความบริสุทธิ์ หมายถึงพระอรหันต์

       จะเห็นว่าคำว่าวิสุทธิเทพ ในพระไตรปิฎกหมายถึงที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นการที่พระพุทธองค์ทรงยกย่องพระอรหันต์ว่าเป็นผู้ควรเคารพบูชาดั่งเทพ เพราะเป็นผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์ หมดจดจากกิเลส

กลับด้านบน

73. เมืองนิพพานมีจริงหรือไม่

นักปฏิบัติ :
มีคนเล่าว่าขณะที่เขานั่งสมาธิ เขาได้เห็นเมืองนิพพาน ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ไม่ทราบว่าเป็นความจริงหรือไม่ครับ
อ. ชวยง : ไม่จริงหรอกครับ ภาพที่เห็นนั้นเป็นเพียงนิมิต เป็นเพียงภาพลวงตา ไม่ใช่ของจริง
นักปฏิบัติ : อาจารย์ทราบได้อย่างไรว่าภาพที่เห็นเป็นภาพลวงตา ไม่ใช่ของจริง ในเมื่อเขายืนยันว่าสิ่งที่เห็นในสมาธินั้นเป็นจริง คนอื่นก็เห็นเช่นเดียวกับเขาเหมือนกัน
อ. ชวยง : ตัวผมเองไม่เคยเห็นนิมิต ผมก็เพียงแต่เดาเอาเท่านั้น คนที่เขาเคยเห็นเมืองนิพพาน เคยเห็นพระพุทธเจ้าในสมาธิ แล้วบอกว่าเป็นเพียงภาพนิมิต เป็นเพียงภาพลวงตาก็มีอยู่
       พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ที่มนุษย์และเทวดาทั้งหลายยังเห็นพระองค์ ก็เพราะพระองค์ทรงมีกายนี้อยู่ แต่เมื่อพระพุทธองค์ดับขันธปรินิพพานไปแล้ว เหล่ามนุษย์และเทวดาทั้งหลายก็จะไม่เห็นพระองค์อีก ขนาดเทวดาซึ่งมีฤทธิ์มาก ยังทรงยืนยันว่าจะไม่ได้เห็นพระองค์อีก แล้วอย่างนี้คุณยังจะคิดอีกหรือว่ามนุษย์เดินดินอย่างเราสามารถที่จะมองเห็นพระองค์ได้ ใครจะเชื่อคนอื่นก็ตามใจ ส่วนผมขอเชื่อพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน

กลับด้านบน